เรื่องราวพระวินัยบัญญัติ ๒ หมวด
ปาราชิก ๔ สิกขาบท และ สังฆาทิเสส
๑๒ สิกขาบท
เรียบเรียงโดย พลเรือ
รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
สำนักพิมพ์ทองใบ
คำนำ
พระธรรมวินัยเป็นหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา
เป็นเครื่องกำกับความประพฤติของพระภิกษุสงฆ์ให้ดำรงอยู่ในความบริสุทธิ์ งดงาม
และเป็นที่เลื่อมใสของพุทธบริษัททั้งหลาย
ในบรรดาพระวินัยทั้งหมด หมวด ปาราชิก และ สังฆาทิเสส ถือเป็นหมวดสำคัญที่แสดงให้เห็นถึง
“เส้นแบ่งแห่งความบริสุทธิ์ของสมณเพศ” อย่างชัดเจน
ปาราชิกเป็นอาบัติหนักที่สุดถึงขั้นขาดจากความเป็นภิกษุ
ส่วนสังฆาทิเสสเป็นอาบัติหนักรองลงมา
ที่ยังเปิดโอกาสให้กลับตนใหม่ได้ด้วยกระบวนการของสงฆ์
หนังสือเล่มนี้ได้เรียบเรียงเรื่องราวพระวินัยทั้งสองหมวด ได้แก่ ปาราชิก
๔ สิกขาบท และ สังฆาทิเสส ๑๒ สิกขาบท โดยนำเสนอในรูปแบบ “ภูมิหลัง –
เนื้อเรื่อง – พระพุทธบัญญัติ – หลักพระวินัย – ข้อคิดและคติธรรม”
เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย เห็นภาพชัด
และสามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตทั้งในเพศบรรพชิตและคฤหัสถ์
ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจพระธรรมวินัย
ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
และเป็นเครื่องเตือนใจให้ดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท
ขออานุภาพแห่งพระรัตนตรัย จงเป็นปัจจัยให้ผู้อ่านทุกท่านเจริญในธรรมยิ่ง ๆ
ขึ้นไป
สารบัญ
ปาราชิกกัณฑ์
1.
ปฐมปาราชิกสิกขาบท – เรื่องพระสุทินน์ (เสพเมถุนธรรม)
2.
ทุติยปาราชิกสิกขาบท – เรื่องลักทรัพย์
3.
ตติยปาราชิกสิกขาบท –
เรื่องฆ่ามนุษย์และชักชวนให้ฆ่าตัวตาย
4.
จตุตถปาราชิกสิกขาบท – เรื่องอวดอุตริมนุสสธรรม
ปาราชิกกัณฑ์
ปฐมปาราชิกสิกขาบท
เรื่องพระสุทินน์
ภูมิหลัง
พระวินัยปิฎกเป็นหนึ่งในพระไตรปิฎกสามหมวด อันประกอบด้วย พระวินัยปิฎก
พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก พระวินัยปิฎกมีหน้าที่กำหนดระเบียบแบบแผนแห่งชีวิตสมณะ
เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของพระสงฆ์ และเพื่อให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ด้วยความมั่นคง
ในระยะแรกหลังการตรัสรู้ พระพุทธเจ้ามิได้ทรงบัญญัติพระวินัยไว้ล่วงหน้า
เพราะภิกษุทั้งหลายล้วนเป็นพระอริยบุคคล มีความประพฤติดีงาม
ไม่ปรากฏเหตุแห่งความเสื่อมเสีย ต่อมาเมื่อมีผู้คนจากหลากหลายฐานะเข้ามาบวชมากขึ้น
ย่อมมีผู้ที่ยังมีกิเลสและความอ่อนแอในจิตใจ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สมควร
พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติพระวินัยขึ้นเป็นลำดับ
เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนา
อาบัติที่มีโทษร้ายแรงที่สุดเรียกว่า ปาราชิก มีอยู่ ๔ สิกขาบท
ได้แก่
๑. เสพเมถุนธรรม
๒. ลักทรัพย์
๓. ฆ่ามนุษย์หรือใช้ให้ฆ่า
๔. อวดอุตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน
ผู้ต้องอาบัติปาราชิกย่อมขาดจากความเป็นภิกษุทันที
ไม่อาจอยู่ร่วมในสงฆ์ได้อีก และไม่สามารถอุปสมบทใหม่ในชาตินั้นได้
ปฐมปาราชิกสิกขาบทมีที่มาจากเหตุการณ์ของ พระสุทินน์ กัลันทบุตร ซึ่งนับเป็นภิกษุรูปแรกที่เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยในหมวดปาราชิก
เนื้อเรื่อง
พระสุทินน์เป็นบุตรของเศรษฐีผู้มั่งคั่งแห่งเมืองเวสาลี แคว้นวัชชี
เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า
ปรารถนาจะออกบวชเพื่อแสวงหาความพ้นทุกข์
ในระยะแรก บิดามารดาไม่ยินยอม เพราะมีพระสุทินน์เป็นบุตรเพียงคนเดียว
หวังให้เป็นผู้สืบทอดทรัพย์สมบัติและวงศ์ตระกูล
แต่เมื่อพระสุทินน์อดอาหารและแสดงความตั้งใจแน่วแน่ บิดามารดาจึงยอมอนุญาตให้บวช
หลังอุปสมบท พระสุทินน์ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติธรรมตามสมควร
กระทั่งเกิดทุพภิกขภัยในแคว้นมคธ
พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุแยกย้ายไปอยู่ในท้องถิ่นที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์
พระสุทินน์ได้เดินทางกลับไปยังเมืองเวสาลี ญาติพี่น้องต่างดีใจที่ได้พบ
ทว่าแทนที่จะชื่นชมในการบวช กลับเป็นห่วงว่าทรัพย์สินมหาศาลจะไม่มีผู้รับสืบทอด
โดยเฉพาะมารดาของท่านพยายามเกลี้ยกล่อมทุกวิถีทาง ขอร้องให้สึกก็ไม่สำเร็จ
จึงเปลี่ยนเป็นขอเพียงให้มีบุตรไว้สืบสกุล
มารดาได้นำภรรยาเดิมของพระสุทินน์ ซึ่งยังมิได้แต่งงานใหม่
มาประดับตกแต่งอย่างงดงาม พร้อมกล่าวอ้อนวอนว่า
“ลูกเอ๋ย ขอเพียงให้มีหลานไว้สืบตระกูลสักคนเถิด
ทรัพย์สมบัติทั้งหมดจะได้ไม่ตกไปเป็นของผู้อื่น”
พระสุทินน์แม้จะลังเล แต่ด้วยความกตัญญูต่อมารดาและยังมีกิเลสที่ยังไม่สิ้น
จึงยอมล่วงละเมิดพรหมจรรย์กับภรรยาเก่าเพียงครั้งเดียว
ต่อมาภรรยาตั้งครรภ์และคลอดบุตร ความจริงทั้งหมดแพร่กระจายไปในหมู่ประชาชน
ทำให้เกิดเสียงติเตียนว่า
“สมณะเชื้อสายศากยะ แม้ออกบวชแล้วก็ยังประพฤติอย่างคฤหัสถ์”
เมื่อพระภิกษุทั้งหลายทราบเรื่อง จึงนำความขึ้นกราบทูลพระพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ทรงสอบถามพระสุทินน์
เมื่อได้รับคำยืนยันว่าข้อเท็จจริงเป็นดังนั้น จึงทรงตำหนิว่า
“ดูก่อนโมฆบุรุษ
การกระทำของเธอไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส
และไม่ทำให้ผู้ที่เลื่อมใสแล้วเลื่อมใสยิ่งขึ้น”
พระดำรัสนี้มิใช่เพียงการตำหนิบุคคล
แต่ทรงชี้ให้เห็นว่าความประพฤติของภิกษุแต่ละรูปส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพระศาสนาโดยส่วนรวม
จากเหตุการณ์นี้ พระองค์จึงทรงบัญญัติปฐมปาราชิกสิกขาบทขึ้นเป็นครั้งแรก
พระพุทธบัญญัติ
พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า
"โย ปนะ ภิกขุ ภิกขูนัง สิกขาสาชีวสมาปันโน เมถุนัง
ธัมมัง ปฏิเสเวยยะ อันตมโส ติรัจฉานคตายปิ ปาราชิโก โหติ อสังวาโส."
แปลว่า
"ภิกษุใดถึงพร้อมด้วยสิกขาและความเป็นอยู่ของภิกษุแล้ว
เสพเมถุนธรรม แม้กับสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย ภิกษุนั้นเป็นปาราชิก
หาสังวาสมิได้"
คำว่า "ปาราชิก" หมายถึง ผู้พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง
ขาดจากความเป็นภิกษุ เปรียบเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดยอด
ย่อมไม่สามารถเจริญเติบโตได้อีก
หลักพระวินัย
สิกขาบทข้อนี้มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
- ภิกษุต้องรักษาพรหมจรรย์อย่างบริสุทธิ์ตลอดชีวิตที่ครองเพศบรรพชิต
- การเสพเมถุนธรรมกับมนุษย์หรือสัตว์
เพียงครั้งเดียวก็เป็นอาบัติปาราชิกทันที
- การขาดจากความเป็นภิกษุเกิดขึ้นทันทีเมื่อการกระทำสำเร็จ
ไม่ต้องรอพิธีลงโทษของสงฆ์
- ผู้ต้องอาบัติปาราชิกไม่อาจอยู่ร่วมสังฆกรรมกับพระสงฆ์ได้อีก
- จุดมุ่งหมายของพระวินัยมิใช่เพื่อการลงโทษ
แต่เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของพระศาสนาและสร้างความเชื่อมั่นแก่พุทธบริษัท
พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยตามเหตุการณ์จริง มิใช่ทรงตั้งกฎไว้ล่วงหน้า
จึงแสดงให้เห็นถึงพระปัญญาที่สอดคล้องกับสภาพสังคมและประโยชน์ของส่วนรวม
ข้อคิดและคติธรรม
เรื่องพระสุทินน์ให้แง่คิดที่ลึกซึ้งทั้งแก่พระภิกษุและฆราวาส
ประการแรก คือ กิเลสเป็นสิ่งที่ประมาทไม่ได้ แม้ผู้มีศรัทธาแรงกล้าและตั้งใจบวช
หากยังละกิเลสไม่ได้ ก็อาจพลาดพลั้งได้เมื่อเผชิญแรงกดดันจากอารมณ์ ความผูกพัน
และความรักในครอบครัว
ประการที่สอง คือ ความหวังดีที่ขาดปัญญาอาจก่อให้เกิดโทษได้ มารดาของพระสุทินน์มิได้มีเจตนาร้าย
หากแต่ความยึดมั่นในวงศ์ตระกูลและทรัพย์สมบัติ ทำให้ผลักดันบุตรให้ละเมิดพรหมจรรย์
ซึ่งส่งผลกระทบต่อพระศาสนาโดยไม่รู้ตัว
ประการที่สาม คือ ผู้เป็นแบบอย่างต้องระมัดระวังความประพฤติของตน เพราะการกระทำของบุคคลหนึ่งอาจส่งผลต่อความศรัทธาของผู้คนจำนวนมาก
ดังที่พระพุทธองค์ทรงคำนึงถึงความเลื่อมใสของสังคมเป็นสำคัญ
ประการที่สี่ คือ พระวินัยคือเกราะคุ้มครองพระศาสนา มิใช่เครื่องจองจำพระภิกษุ
หากแต่เป็นหลักประกันว่าผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์จะดำรงชีวิตด้วยความบริสุทธิ์
สมกับที่ประชาชนถวายความเคารพศรัทธา
ท้ายที่สุด เรื่องพระสุทินน์สอนให้เห็นว่า ทุกคนย่อมมีโอกาสผิดพลาด
หากยังมีกิเลสอยู่
แต่ความผิดพลาดของบุคคลหนึ่งสามารถกลายเป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติได้
เมื่อได้รับการนำมาเป็นหลักธรรมและหลักวินัยเพื่อประโยชน์แก่ชนรุ่นหลัง
ด้วยเหตุนี้
ปฐมปาราชิกสิกขาบทจึงมิใช่เพียงข้อห้ามเรื่องการประพฤติผิดในพรหมจรรย์เท่านั้น
หากยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นคุณค่าของการสำรวมระวัง การรู้จักข่มใจ
และการรักษาอุดมคติแห่งชีวิตสมณะ
ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของพระพุทธศาสนาตลอดกว่าสองพันห้าร้อยปีที่ผ่านมา
และจะยังคงเป็นหลักธรรมอันทรงคุณค่าสืบไปตราบเท่าที่พระธรรมวินัยยังดำรงอยู่ในโลก.
ปาราชิกกัณฑ์
ทุติยปาราชิกสิกขาบท
เรื่องการลักทรัพย์
ภูมิหลัง
เมื่อพระพุทธศาสนาเริ่มเจริญแพร่หลาย
มีประชาชนจำนวนมากเกิดศรัทธาเข้ามาอุปสมบทในพระธรรมวินัย
บุคคลเหล่านี้มีภูมิหลังแตกต่างกัน ทั้งด้านการศึกษา อุปนิสัย และความประพฤติ
บางคนเคยประกอบอาชีพสุจริต แต่บางคนเคยมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมมาก่อน แม้จะบวชแล้ว
แต่กิเลสและความเคยชินเดิมก็ยังอาจติดตามมา หากขาดสติและการอบรม
ย่อมมีโอกาสกระทำความผิดได้
พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
เพื่อป้องกันมิให้พระสงฆ์ประพฤติเสื่อมเสีย และเพื่อรักษาศรัทธาของพุทธบริษัท
เมื่อเกิดเหตุการณ์ภิกษุลักทรัพย์ของผู้อื่นจนเป็นคดีความ พระองค์จึงทรงบัญญัติ ทุติยปาราชิกสิกขาบท
ซึ่งเป็นอาบัติร้ายแรงรองจากการเสพเมถุนธรรม
เนื้อเรื่อง
ครั้งหนึ่ง มีภิกษุบางรูปซึ่งเดิมเคยเป็นผู้มีพฤติกรรมไม่สุจริต
ได้อาศัยโอกาสขณะอยู่ตามบ้านเรือนหรือสถานที่ต่าง ๆ
ลักเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปเป็นของตน
เมื่อเจ้าของทรัพย์ทราบว่าทรัพย์สินสูญหาย จึงติดตามจนพบหลักฐาน
และเรื่องก็ล่วงรู้ไปถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
ภิกษุผู้กระทำผิดถูกจับกุมและถูกกล่าวหาว่าลักทรัพย์
ข่าวแพร่สะพัดไปทั่ว ทำให้ประชาชนพากันตำหนิว่า
"สมณะเชื้อสายศากยะละทิ้งเรือนออกบวชแล้ว
ยังลักขโมยทรัพย์สินของชาวบ้านอีก"
เสียงติเตียนดังกล่าวทำให้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระสงฆ์ได้รับความกระทบกระเทือน
เมื่อพระภิกษุทั้งหลายทราบเรื่อง จึงนำความขึ้นกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์ทรงเรียกภิกษุผู้กระทำผิดมาสอบถาม เมื่อทรงทราบข้อเท็จจริงแล้ว
จึงตรัสตำหนิว่า
"ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำเช่นนี้ไม่สมควรแก่สมณะ
ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส
และไม่ทำให้ผู้ที่เลื่อมใสแล้วเลื่อมใสยิ่งขึ้น"
จากนั้น พระองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุลักทรัพย์โดยเด็ดขาด
พระพุทธบัญญัติ
พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า
"ภิกษุใดถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้
ด้วยเจตนาจะลักทรัพย์ มีมูลค่าถึงเกณฑ์ที่กฎหมายบ้านเมืองถือว่าเป็นโจร
ภิกษุนั้นเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้"
สาระสำคัญของพระบัญญัติคือ
- ต้องเป็นทรัพย์ที่มีเจ้าของ
- เจ้าของไม่ได้อนุญาตให้เอา
- ผู้กระทำมีเจตนาจะลักเอาเป็นของตน
- ทรัพย์นั้นมีมูลค่าถึงเกณฑ์ที่กฎหมายในสมัยนั้นถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง
เมื่อองค์ประกอบครบถ้วน ย่อมเป็นอาบัติปาราชิกทันที
หลักพระวินัย
พระวินัยข้อนี้มีหลักสำคัญหลายประการ ได้แก่
๑. เคารพกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น
ทรัพย์สินทุกชนิดที่มีเจ้าของ ภิกษุไม่มีสิทธิถือเอาเอง
แม้จะเป็นของเล็กน้อย หากเจ้าของไม่ได้อนุญาต ก็ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ
๒. เจตนาเป็นหัวใจของความผิด
พระพุทธศาสนายึดหลักว่า "เจตนา" เป็นตัวกำหนดกรรม
หากไม่มีเจตนาลัก เช่น หยิบผิด เข้าใจว่าเป็นของตน หรือเจ้าของอนุญาตแล้ว
ย่อมไม่เป็นอาบัติปาราชิก
๓. ความเสียหายต่อพระศาสนา
การลักทรัพย์มิใช่เพียงทำให้เจ้าของทรัพย์เสียหาย
แต่ยังทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อพระสงฆ์ทั้งหมู่คณะ
ซึ่งเป็นผลเสียต่อพระศาสนาโดยรวม
๔. การดำรงชีพด้วยความบริสุทธิ์
ภิกษุเป็นผู้ละทรัพย์สมบัติและการแสวงหาผลประโยชน์ทางโลกแล้ว
จึงควรดำรงชีวิตด้วยปัจจัยสี่ที่ประชาชนถวายด้วยศรัทธา
มิใช่แสวงหาทรัพย์สินด้วยวิธีมิชอบ
ข้อคิดและคติธรรม
ทุติยปาราชิกสิกขาบทให้บทเรียนที่สำคัญแก่ทั้งพระภิกษุและฆราวาส
ประการแรก คือ ความซื่อสัตย์เป็นรากฐานของความดี ผู้ที่ซื่อสัตย์แม้ไม่มีทรัพย์มาก
ก็ได้รับความไว้วางใจจากสังคม ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ลักทรัพย์แม้เพียงครั้งเดียว
ก็อาจสูญเสียเกียรติและความน่าเชื่อถือไปตลอดชีวิต
ประการที่สอง คือ ความโลภเป็นเหตุแห่งความเสื่อม การลักทรัพย์เกิดจากความอยากได้ในสิ่งที่มิใช่ของตน
หากรู้จักพอและรู้จักระงับความโลภ ย่อมไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น
ประการที่สาม คือ การเคารพสิทธิของผู้อื่นเป็นพื้นฐานของสังคมที่สงบสุข
ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุหรือฆราวาส ต่างต้องเคารพทรัพย์สินและสิทธิของผู้อื่น
การไม่เอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ คือการสร้างความไว้วางใจและความสงบในสังคม
ประการที่สี่ คือ ผู้มีศีลย่อมเป็นที่พึ่งของโลก พระภิกษุเป็นผู้ได้รับการเคารพจากประชาชน
เพราะดำรงตนอยู่ในศีลและพระวินัย หากรักษาความบริสุทธิ์ได้
ย่อมเป็นเนื้อนาบุญของโลก แต่หากละเมิดพระวินัย
ก็ย่อมทำลายศรัทธาที่ประชาชนมีต่อพระพุทธศาสนา
สรุป
ทุติยปาราชิกสิกขาบทเป็นหลักประกันสำคัญที่รักษาความสุจริตของพระสงฆ์
พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทนี้เพื่อให้ภิกษุเป็นผู้ปราศจากความโลภ
เคารพกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น และดำรงชีวิตด้วยปัจจัยที่ได้รับจากศรัทธาของพุทธบริษัท
สำหรับฆราวาส เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ยึดมั่นในหลัก อทินนาทานา
เวรมณี คือการงดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ อันเป็นศีลข้อที่ ๒
ซึ่งเป็นพื้นฐานของความซื่อสัตย์ ความไว้วางใจ และความสงบสุขของสังคม
เมื่อทุกคนเคารพสิทธิของกันและกัน บ้านเมืองย่อมอยู่ร่วมกันได้ด้วยความร่มเย็น
และพระพุทธศาสนาย่อมดำรงอยู่คู่สังคมด้วยความบริสุทธิ์และสง่างามสืบไป.
ปาราชิกกัณฑ์
ตติยปาราชิกสิกขาบท
เรื่องการฆ่ามนุษย์และการชักชวนให้ฆ่าตัวตาย
ภูมิหลัง
พระพุทธศาสนายกย่องชีวิตของมนุษย์ว่าเป็นสิ่งมีคุณค่ายิ่ง
เพราะการเกิดเป็นมนุษย์เป็นโอกาสอันประเสริฐในการศึกษา ปฏิบัติธรรม
และบรรลุมรรคผลนิพพาน
ศีลข้อแรกของทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์จึงตั้งอยู่บนหลักแห่งความเมตตา
คือการงดเว้นจากการเบียดเบียนชีวิต
พระภิกษุในพระพุทธศาสนาเป็นผู้ดำรงตนด้วยกรุณา มีหน้าที่เกื้อกูลสรรพสัตว์
มิใช่เป็นผู้พรากชีวิตของผู้อื่น ไม่ว่าด้วยมือตนเอง
หรือด้วยการใช้ให้ผู้อื่นกระทำ
ครั้งหนึ่ง ได้เกิดเหตุการณ์ที่ภิกษุบางรูปเข้าใจหลักธรรมผิด
จนเป็นเหตุให้มีการชักชวนให้ผู้อื่นปลิดชีวิตตนเอง พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติ ตติยปาราชิกสิกขาบท
เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชีวิตมนุษย์และต่อพระศาสนา
เนื้อเรื่อง
ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมว่าด้วยความไม่งามของร่างกาย
(อสุภกัมมัฏฐาน) เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายคลายความยึดมั่นในรูปกาย และลดราคะกำหนัด
ภิกษุจำนวนมากตั้งใจปฏิบัติกรรมฐานดังกล่าว
แต่บางรูปยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อพิจารณาความไม่งามของร่างกายแล้ว
กลับเกิดความเบื่อหน่ายชีวิตอย่างรุนแรง แทนที่จะเกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริง
มีภิกษุบางรูปถึงกับกล่าวสรรเสริญความตาย และแนะนำให้ผู้อื่นจบชีวิต
โดยกล่าวทำนองว่า
"ชีวิตเช่นนี้ไม่มีประโยชน์
หากตายเสียก็พ้นจากทุกข์"
บางรายถึงกับจัดหาผู้รับจ้างฆ่า หรือยุยงให้บุคคลอื่นฆ่าตัวตาย
จนมีผู้เสียชีวิตหลายคน
เมื่อประชาชนทราบเรื่อง ต่างพากันติเตียนว่า
"สมณะเชื้อสายศากยะ แทนที่จะสั่งสอนให้คนรักชีวิต
กลับชักชวนให้คนตาย"
พระภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเหตุการณ์แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์ทรงพิจารณาแล้วตรัสตำหนิภิกษุผู้ประพฤติผิดว่า
"ดูก่อนโมฆบุรุษ
การกระทำเช่นนี้ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส
และไม่ทำให้ผู้ที่เลื่อมใสแล้วเลื่อมใสยิ่งขึ้น"
จากนั้น พระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุฆ่ามนุษย์
หรือชักชวนให้ผู้อื่นฆ่าตัวตายโดยเด็ดขาด
พระพุทธบัญญัติ
พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า
"ภิกษุใดจงใจพรากชีวิตมนุษย์ หรือแสวงหาศัสตราให้
หรือกล่าวสรรเสริญความตาย หรือชักชวนให้บุคคลตาย ด้วยเจตนาให้เขาถึงความตาย
ภิกษุนั้นเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้"
พระบัญญัตินี้ครอบคลุมการกระทำหลายลักษณะ ได้แก่
- ลงมือฆ่ามนุษย์ด้วยตนเอง
- ใช้หรือจ้างผู้อื่นฆ่า
- จัดหาอาวุธหรือวิธีการเพื่อให้ผู้อื่นตาย
- ยุยง ส่งเสริม
หรือโน้มน้าวให้ฆ่าตัวตาย
- กล่าวสรรเสริญความตายโดยมีเจตนาให้บุคคลนั้นเสียชีวิต
หากการกระทำประกอบด้วยเจตนาและเป็นเหตุให้มนุษย์ถึงแก่ความตาย
ย่อมเป็นอาบัติปาราชิก
หลักพระวินัย
ตติยปาราชิกสิกขาบทตั้งอยู่บนหลักสำคัญหลายประการ
๑. ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งสูงค่า
พระพุทธศาสนาถือว่าการเกิดเป็นมนุษย์เป็นโอกาสอันหาได้ยาก
จึงต้องเคารพและปกป้องชีวิต มิใช่ทำลายชีวิต
๒. เจตนาเป็นหัวใจของกรรม
แม้ภิกษุจะมิได้ลงมือฆ่าด้วยตนเอง แต่หากมีเจตนาให้ผู้อื่นเสียชีวิต
และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้เกิดความตาย ก็เป็นอาบัติปาราชิก
๓. วาจาก็อาจเป็นเหตุแห่งความผิดได้
มิใช่เพียงการกระทำทางกายเท่านั้น แม้คำพูดที่มุ่งชักจูงให้ผู้อื่นฆ่าตัวตาย
หรือกล่าวยกย่องความตายโดยมีเจตนาให้เกิดการตาย ก็เป็นความผิดร้ายแรงตามพระวินัย
๔. พระภิกษุต้องเป็นผู้เกื้อกูลชีวิต
หน้าที่ของพระภิกษุคือการสั่งสอนให้ผู้คนดำรงอยู่ในศีลธรรม มีความหวัง
และปฏิบัติธรรมเพื่อดับทุกข์ มิใช่ชี้นำให้หลีกหนีปัญหาด้วยการทำลายชีวิต
ข้อคิดและคติธรรม
ตติยปาราชิกสิกขาบทให้ข้อคิดสำคัญหลายประการ
ประการแรก คือ ชีวิตเป็นสิ่งล้ำค่า แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยความทุกข์
แต่พระพุทธศาสนาสอนให้ใช้ปัญญาแก้ทุกข์ มิใช่ทำลายชีวิตเพื่อหนีทุกข์
ประการที่สอง คือ ความเข้าใจธรรมะต้องถูกต้อง หากตีความคำสอนผิด
ย่อมนำไปสู่การปฏิบัติที่ผิดและก่อให้เกิดความเสียหายได้ ดังนั้น
การศึกษาธรรมจึงต้องอาศัยทั้งปริยัติ การปฏิบัติ และการพิจารณาด้วยปัญญา
ประการที่สาม คือ คำพูดมีพลังอย่างยิ่ง วาจาที่กล่าวออกไปอาจเป็นกำลังใจให้ผู้อื่นมีชีวิตอยู่ต่อ
หรืออาจผลักดันให้ผู้ที่กำลังอ่อนแอสิ้นหวังยิ่งขึ้น
จึงควรใช้วาจาด้วยเมตตาและความรับผิดชอบ
ประการที่สี่ คือ เมตตาและกรุณาเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ผู้ปฏิบัติธรรมพึงช่วยให้ผู้อื่นคลายทุกข์
เห็นคุณค่าของชีวิต และมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง
สรุป
ตติยปาราชิกสิกขาบทเป็นหลักพระวินัยที่แสดงถึงความเคารพต่อคุณค่าของชีวิตมนุษย์อย่างสูงสุด
พระพุทธเจ้าทรงห้ามมิให้ภิกษุฆ่ามนุษย์ หรือใช้วิธีใด ๆ
ที่มุ่งหมายให้บุคคลถึงแก่ความตาย ไม่ว่าจะด้วยการกระทำ การใช้ผู้อื่นกระทำ
หรือการชักจูงด้วยวาจา
สำหรับฆราวาส เรื่องนี้สอดคล้องกับศีลข้อที่ ๑ คือ ปาณาติปาตา เวรมณี
อันหมายถึงการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์และการเบียดเบียนชีวิต
พร้อมทั้งเตือนให้ทุกคนใช้เมตตา กรุณา และปัญญาในการช่วยเหลือผู้ที่กำลังทุกข์ใจ
มิใช่ผลักดันให้เขาหมดหวัง
สาระสำคัญของตติยปาราชิกสิกขาบทจึงมิใช่เพียงการห้ามฆ่ามนุษย์เท่านั้น
แต่ยังเป็นการยืนยันว่า พระพุทธศาสนายืนอยู่บนหลักแห่งการคุ้มครองชีวิต
ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ และความรับผิดชอบต่อผลของการกระทำทั้งทางกาย วาจา และใจ
อันเป็นรากฐานของสันติสุขทั้งในระดับบุคคลและสังคม.
ปาราชิกกัณฑ์
จตุตถปาราชิกสิกขาบท
เรื่องการอวดอุตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน
ภูมิหลัง
พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับ ความจริง และ ความซื่อตรง เป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะผู้ครองเพศบรรพชิต ซึ่งเป็นผู้สืบทอดพระธรรมวินัยและเป็นเนื้อนาบุญของโลก
หากพระภิกษุแสดงตนว่ามีคุณธรรมวิเศษทั้งที่ไม่มีจริง ย่อมเป็นการหลอกลวงประชาชน
ทำลายศรัทธา และบ่อนทำลายความมั่นคงของพระศาสนา
ในสมัยพุทธกาล มีประชาชนจำนวนมากถวายความเคารพและบำรุงพระภิกษุด้วยปัจจัยสี่
เพราะเชื่อมั่นว่าพระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
แต่เมื่อมีภิกษุบางรูปแอบอ้างว่าตนบรรลุธรรมหรือมีอภิญญา ทั้งที่ไม่เป็นความจริง
พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติ จตุตถปาราชิกสิกขาบท เพื่อป้องกันมิให้ผู้แสวงหาลาภสักการะด้วยการกล่าวเท็จในเรื่องคุณธรรมอันสูงสุด
เนื้อเรื่อง
ครั้งหนึ่ง ขณะที่พระพุทธศาสนาได้รับความเลื่อมใสอย่างกว้างขวาง
มีภิกษุบางรูปปรารถนาจะได้รับการยกย่องจากชาวบ้าน
จึงกล่าวอ้างว่าตนได้บรรลุคุณวิเศษ เช่น เป็นพระอรหันต์ ได้ฌานสมาบัติ มีอภิญญา
หรือบรรลุมรรคผล ทั้งที่ความจริงยังมิได้บรรลุธรรมดังกล่าว
ชาวบ้านผู้มีศรัทธา เมื่อได้ฟังคำกล่าวอ้างนั้น ก็เกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่ง
นำอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และเสนาสนะมาถวายเป็นจำนวนมาก
เพราะเข้าใจว่ากำลังอุปัฏฐากพระอริยบุคคล
ต่อมา ความจริงปรากฏว่าภิกษุรูปนั้นมิได้มีคุณธรรมพิเศษตามที่กล่าวอ้าง
ข่าวแพร่สะพัดไปในหมู่ประชาชน ทำให้เกิดเสียงตำหนิว่า
"สมณะเชื้อสายศากยะกล่าวเท็จเพื่อหวังลาภสักการะ
เป็นผู้หลอกลวงประชาชน"
เมื่อพระภิกษุทั้งหลายทราบเหตุการณ์
จึงนำเรื่องขึ้นกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธองค์ทรงเรียกภิกษุผู้กระทำผิดมาสอบถาม
เมื่อทรงทราบว่าได้กล่าวอ้างในสิ่งที่ไม่มีจริง จึงตรัสตำหนิว่า
"ดูก่อนโมฆบุรุษ การกล่าวเท็จในเรื่องคุณธรรมอันสูงส่ง
เป็นการกระทำที่ไม่สมควร ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส
และไม่ทำให้ผู้ที่เลื่อมใสแล้วเลื่อมใสยิ่งขึ้น"
จากนั้น
พระองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุอวดอุตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตนโดยเด็ดขาด
พระพุทธบัญญัติ
พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า
"ภิกษุใด มิได้บรรลุอุตริมนุสสธรรม
อันเป็นญาณทัสสนะอันประเสริฐของพระอริยะ แต่กล่าวอวดอ้างว่าตนได้บรรลุ
ด้วยเจตนาหลอกลวง ภิกษุนั้นเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้"
คำว่า อุตริมนุสสธรรม หมายถึง คุณธรรมที่ยิ่งกว่าระดับของปุถุชน เช่น
- ฌานสมาบัติ
- อภิญญา
- มรรคและผล
- ความเป็นพระอริยบุคคล
- ความเป็นพระอรหันต์
- ญาณวิเศษอื่น ๆ
ตามที่พระธรรมวินัยรับรอง
หากภิกษุรู้ตัวว่าไม่ได้บรรลุ แต่จงใจกล่าวอ้างว่าได้บรรลุ
เพื่อให้ผู้อื่นเชื่อ ย่อมเป็นอาบัติปาราชิกทันที
หลักพระวินัย
จตุตถปาราชิกสิกขาบทมีหลักสำคัญดังนี้
๑. ความจริงเป็นหัวใจของสมณธรรม
พระภิกษุต้องเป็นผู้ซื่อตรง ไม่กล่าวอ้างสิ่งที่ตนไม่มี
ไม่ว่าจะเพื่อหวังลาภ ยศ ชื่อเสียง หรือความเคารพจากผู้อื่น
๒. เจตนาหลอกลวงเป็นองค์ประกอบสำคัญ
หากภิกษุเข้าใจผิด สำคัญผิด หรือกล่าวโดยมิได้มีเจตนาหลอกลวง
ย่อมต้องพิจารณาตามพระวินัยเป็นแต่ละกรณี
แต่หากรู้ว่าไม่จริงแล้วยังกล่าวอ้างเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อ ถือว่าเป็นอาบัติปาราชิก
๓. การแสวงหาลาภด้วยธรรมอันไม่จริงเป็นโทษร้ายแรง
การอวดอ้างคุณธรรมเพื่อให้ประชาชนศรัทธา
เป็นการใช้พระธรรมเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์
ซึ่งขัดต่ออุดมการณ์แห่งความเป็นบรรพชิต
๔. พระอริยบุคคลย่อมไม่โอ้อวด
ตามหลักพระพุทธศาสนา พระอริยเจ้าผู้บรรลุธรรมแท้จริงย่อมมีความถ่อมตน
ไม่แสดงตนเพื่อโอ้อวดหรือแสวงหาลาภสักการะ
ข้อคิดและคติธรรม
จตุตถปาราชิกสิกขาบทให้ข้อคิดสำคัญแก่ทั้งพระภิกษุและฆราวาส
ประการแรก คือ ความซื่อสัตย์มีคุณค่าสูงกว่าชื่อเสียง การยอมรับความจริงว่าตนยังไม่บรรลุธรรม
ย่อมประเสริฐกว่าการกล่าวอ้างเท็จเพื่อให้ได้รับการยกย่อง
ประการที่สอง คือ ความหลงในลาภ ยศ และสรรเสริญ
เป็นอันตรายต่อการปฏิบัติธรรม หากผู้ปฏิบัติธรรมมุ่งหวังการยกย่องมากกว่าการชำระกิเลส
ย่อมห่างไกลจากเป้าหมายของพระพุทธศาสนา
ประการที่สาม คือ ศรัทธาต้องตั้งอยู่บนปัญญา พุทธศาสนิกชนควรเคารพพระสงฆ์ผู้ประพฤติดี
แต่ไม่ควรเชื่อคำกล่าวอ้างเรื่องอิทธิฤทธิ์หรือคุณวิเศษโดยปราศจากเหตุผลและการพิจารณา
ประการที่สี่ คือ คุณธรรมแท้จริงย่อมแสดงออกทางความประพฤติ ผู้มีธรรมไม่จำเป็นต้องประกาศตน
เพราะความสงบ ความเมตตา ความสำรวม และปัญญา
ย่อมเป็นสิ่งที่ผู้อื่นสัมผัสได้จากการดำเนินชีวิต
สรุป
จตุตถปาราชิกสิกขาบทเป็นหลักพระวินัยที่คุ้มครองความบริสุทธิ์ของพระธรรมและพระสงฆ์
โดยห้ามมิให้ภิกษุกล่าวอ้างคุณธรรมวิเศษที่ไม่มีในตน
เพราะเป็นการหลอกลวงประชาชนและทำลายศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา
สิกขาบทนี้ย้ำให้เห็นว่า
ความประเสริฐของพระภิกษุมิได้อยู่ที่การประกาศว่าตนมีอิทธิฤทธิ์หรือบรรลุธรรม
แต่อยู่ที่การดำรงชีวิตด้วยศีล สมาธิ และปัญญาอย่างแท้จริง
ส่วนฆราวาสก็พึงตั้งศรัทธาควบคู่กับปัญญา รู้จักพิจารณาตามหลักกาลามสูตร
ไม่หลงเชื่อเพียงเพราะคำกล่าวอ้าง หรือเพราะชื่อเสียงของบุคคล
ดังนั้น จตุตถปาราชิกสิกขาบทจึงมิใช่เพียงข้อห้ามเรื่องการกล่าวเท็จเท่านั้น
หากยังเป็นหลักประกันแห่งความซื่อตรง ความโปร่งใส และความบริสุทธิ์ของพระสงฆ์
ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนาตลอดทุกยุคทุกสมัย.
===========================================
ตัต๎ริเม จัตตาโร ปาราชิกา ธัมมา อุทเทสัง อาคัจฉันติ.
๑. โย ปะนะ ภิกขุ ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันโน สิกขัง
อัปปัจจักขายะ ทุพพัล๎ยัง อะนาวิกัต๎วา
เมถุนัง ธัมมัง ปะฏิเสเวยยะ อันตะมะโส ติรัจฉานะคะตายะปิ , ปาราชิโก โหติ อะสังวาโส.
๒. โย ปะนะ ภิกขุ คามา วา อะรัญญา วา อะทินนัง เถยยะสังขาตัง
อาทิเยยยะ , ยะถารูเป
อะทินนาทาเน ราชาโน โจรัง
คะเหต๎วา หะเนยยุง วา พันเธยยุง วา ปัพพาเชยยุง วา " โจโรสิ
พาโลสิ มุฬ๎โหสิ เถโนสีติ,” ตะถารูปัง
ภิกขุ
อะทินนัง อาทิยะมาโน , อะยัมปิ ปาราชิโก โหติ อะสังวาโส.
๓. โย ปะนะ ภิกขุ สัญจิจจะ มะนุสสะวิคคะหัง ชีวิตา โวโรเปยยะ , สัตถะหาระกัง วาสสะ
ปะริเยเสยยะ , มะระณะ
วัณณัง
วา สังวัณเณยยะ ,
มะระณายะ วา สะมาทะเปยยะ “ " อัมโภ ปุริสะ กิง ตุยหิมินา
ปาปะเกนะ ทุชชีวิเตนะ , มะตันเต
ชีวิตา เสยโยติ ,
” อิติ จิตตะมะโน จิตตะสังกัปโป อะเนกะปะริยาเยนะ มะระณะวัณณัง วา
สังวัณเณยยะ , มะระณายะ
วา
สะมาทะเปยยะ , อะยัมปิ
ปาราชิโก โหติ อะสังวาโส.
๔. โย ปะนะ ภิกขุ อะนะภิชานัง อุตตะริมะนุสสะธัมมัง อัตตูปะนายิกัง
อะละมะริยะญาณะทัสสะนัง สะมุทาจะเรยยะ "
อิติ ชานามิ , อิติ
ปัสสามีติ , ตะโต
อะปะเรนะ สะมะเยนะ สะมะนุคคาหิยะมาโน วา อะสะมะนุคคาหิยะมาโน วา อาปันโน
วิสุทธาเปกโข เอวัง วะเทยยะ อะชานะเมวัง อาวุโส อะวะจัง ชานามิ"
อะปัสสัง "ปัสสามิ " ตุจฉัง มุสา วิละปินติ ,
อัญญัต๎ระ อะธิมานา , อะยัมปิ ปาราชิโก โหติ อะสังวาโส.
อุททิฏฐา โข อายัส๎มันโต จัตตาโร ปาราชิกา ธัมมา , เยสัง ภิกขุ อัญญะตะรัง วา
อัญญะตะรัง วา อาปัชชิต๎วา
นะ ละภะติ ภิกขูหิ สัทธิง สังวาสัง , ยะถา ปุเร , ตะถา ปัจฉา , ปาราชิโก
โหติ อะสังวาโส.
ตัตถายัส๎มันเต ปุจฉามิ. กัจจิตถะ ปะริสุทธา ?
ทุติยัมปิ ปุจฉามิ. กัจจิตถะ ปะริสุทธา ?
ตะติยัมปิ ปุจฉามิ. กัจจิตถะ ปะริสุทธา ?
ปะริสุทเธตถายัส๎มันโต , ตัส๎มา ตุณ๎หี , เอวะเมตัง
ธาระยามิ.
ปาราชิกุทเทโส นิฏฐิโต.
คำแปล
อาบัติทั้งหลายชื่อว่าปาราชิก ๔ เหล่านี้ ย่อมมาสู่อุทเทสในปาฏิโมกข์นั้น.
๑. อนึ่ง ภิกษุใด ถึงพร้อมด้วยสิกขาธรรมเนียมเลี้ยงชีพร่วมกัน
ของภิกษุทั้งหลายยังไม่กล่าวคืนสิกขา ไม่ได้ทำให้แจ้งความเป็นผู้ถอย
กำลัง (คือความท้อแท้ ) พึงเสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้ในดิรัจฉานตัวเมีย
ภิกษุนี้เป็นปาราชิก ไม่มีสังวาส (คือธรรมเป็นเหตุอยู่ร่วมกับภิกษุอื่น)
๒. อนึ่ง ภิกษุใดถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ เป็นส่วนโจรกรรม
จากบ้านก็ดีจากป่าก็ดีพระราชาจับโจรได้แล้ว ฆ่าเสียบ้าง จำขังไว้บ้าง
เนรเทศเสียบ้าง ด้วยปรับโทษว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง
เจ้าเป็นคนขโมย ดังนี้ เพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด
ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น
แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้.
๓. อนึ่ง ภิกษุใดแกล้งพรากกายมนุษย์จากชีวิตหรือแสวงหาศัสตรา
อันจะนำ (ชีวิต) เสียให้แก่กายมนุษย์นั้น หรือพรรณนาคุณแห่งความตาย
หรือชักชวนเพื่อความตายด้วยคำว่า "แน่ะ นายผู้เป็นชาย
มีประโยชน์อะไรแก่ท่านด้วยชีวิตอันชั่วนี้ ท่านตายเสียดีกว่าเป็นอยู่"
ดังนี้เธอมีจิตใจ มีจิตดำริอย่างนี้ พรรณนาคุณแห่งความตายก็ดี
ชักชวนเพื่อความตายก็ดี โดยหลายนัย
แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้.
๔. อนึ่ง ภิกษุใดไม่รู้เฉพาะ (คือไม่รู้จริง) กล่าวอวดอุตตริมนุสสธัมม์
อันเป็น ความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้าในตัวว่า
ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ ครั้นสมัยอื่น แต่นั้น อันผู้ใด ผู้หนึ่ง
เชื่อก็ตาม ไม่เชื่อก็ตาม ก็เป็นอันต้องอาบัติแล้ว มุ่งความหมดจด
(คือพ้นโทษ) จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า "แน่ะท่าน ข้าพเจ้าไม่รู้ ได้กล่าวว่า รู้
ไม่เห็นได้กล่าวว่าเห็นได้พูดพล่อยๆ เป็นเท็จเปล่าๆ"
เว้นไว้แต่ว่าสำคัญว่าได้บรรลุ แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้.
ท่านทั้งหลาย อาบัติปาราชิก ๔ อันข้าพเจ้าได้แสดงขึ้นแล้วแล.
ภิกษุต้องอาบัติเหล่าไรเล่า อันใดอันหนึ่งแล้วย่อมไม่ได้สังวาส
กับด้วยภิกษุทั้งหลายเหมือนอย่างแต่ก่อน เป็นปาราชิก
ไม่มีสังวาสข้าพเจ้าถามท่านทั้งหลาย
ในข้อเหล่านั้นท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?
ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๒ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?
ข้าพเจ้าถาม แม้ครั้งที่ ๓ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?
ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์ในข้อเหล่านี้แล้วเหตุนั้น จึงนิ่ง.
ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.
ปาราชิกุทเทส จบ.
============================================
ประวัติผู้รวบรวมและเรียบเรียง
พลเรือตรี รองศาสตราจารย์ ทองใบ
ธีรานันทางกูร
“จากวิถีแห่งธรรม สู่เกียรติภูมิราชนาวี
และปราชญ์ผู้รังสรรค์ปัญญา”
เส้นทางแห่งธรรมและพื้นฐานการศึกษา (ต้นกล้าแห่งปัญญา)
ชีวิตเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ณ ผืนแผ่นดินเมืองสี่แคว จังหวัดนครสวรรค์ ภายหลังสำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่
๔ ท่านได้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี
สั่งสมบารมีธรรมและวิชาความรู้ยาวนานถึง ๑๓ ปี
ในระหว่างนั้นท่านไม่เพียงศึกษาทางธรรมจนสอบได้ เปรียญธรรม ๙ ประโยค อันเป็นวิทยฐานะสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย
แต่ยังมุมานะสอบเทียบวุฒิทางโลกจนสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุด (ม.ศ. ๕)
และคว้าปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง)
จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)
ก้าวสู่โลกกว้างและความเป็นเลิศทางวิชาการ
(มหาปัญญาไร้พรมแดน)
หลังลาสิกขาเพื่อแสวงหาความรู้ในระดับสากล
ท่านได้เดินทางไปศึกษายังต่างแดนจนสำเร็จปริญญาโท (M.A. in Political Science) จากมหาวิทยาลัยปัญจาบ ประเทศอินเดีย ต่อมาในขณะรับราชการทหารเรือ
ท่านได้รับทุนอันทรงเกียรติจากกองทัพเรือให้ไปศึกษาต่อ ณ สถาบันระดับโลกอย่าง London
School of Economics and Political Science (LSE) มหาวิทยาลัยลอนดอน
ประเทศอังกฤษ จนสำเร็จปริญญา M.Phil ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ด้วยวิทยานิพนธ์อันโดดเด่นเรื่องนโยบายต่างประเทศไทยต่ออินโดจีน
ในระหว่างอยู่ ณ ต่างประเทศ
ท่านยังได้สร้างเกียรติประวัติด้วยการดำรงตำแหน่งอุปนายกสามัคคีสมาคม
และเป็นบรรณาธิการวารสารสำคัญในพระบรมราชูปถัมภ์
ทั้งยังได้รับเกียรติให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาไทย ณ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน นับเป็นการเผยแผ่วัฒนธรรมไทยในดินแดนตะวันตกอย่างสง่างาม
เกียรติภูมิราชนาวีและบทบาทครูผู้สร้างคน
(ประทีปแห่งวิชาการ)
เมื่อกลับสู่มาตุภูมิ
ท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในฐานะอาจารย์ประจำกองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์
โรงเรียนนายเรือ ผลิตศิษย์ในราชนาวีรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนได้รับพระราชทานยศเป็น พลเรือตรี
และตำแหน่งทางวิชาการเป็น รองศาสตราจารย์ ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ท่านยังได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษในสถาบันชั้นนำอีกมากมาย
ทั้งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี, วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม,
และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)
บทสรุปแห่งชีวิต (วิถีแห่งความเรียบง่าย)
ภายหลังเกษียณอายุราชการและการอุทิศตนให้แก่งานสอนในระดับบัณฑิตศึกษา
ท่านได้เลือกกลับสู่ความสงบเรียบง่ายในฐานะ “ชาวสวน” ผู้มีธรรมะเป็นเครื่องนำทาง พำนักอยู่ ณ จังหวัดนนทบุรี ปราจีนบุรี
และนครสวรรค์ ตามวิถีแห่ง “บุญนำพา”
โดยยังคงมุ่งมั่นรังสรรค์ผลงานวิชาการและบทเรียนภาษาบาลี
เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ศิษย์และพุทธศาสนิกชนสืบไป
============================================
สำหรับท่านที่สนใจEbookที่มีเนื้อหาหลายหมวดหมู่
ของสำนักพิมพ์ทองใบ คลิกที่ลิงก์นี้ได้เลยครับ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น