วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

#เรื่องราวของวินัยบัญญัติ ในวินัยปิฎก ตอน #อนิยตกัณฑ์ #อนิยต ๒ สิกขาบท

 



อนิยตกัณฑ์

อนิยต ๒ สิกขาบท


ความหมายของ "อนิยต"

คำว่า "อนิยต" แปลว่า "ยังไม่แน่นอน" หรือ "ยังไม่กำหนดแน่ชัด" หมายถึงอาบัติที่ ยังไม่อาจวินิจฉัยได้ทันทีว่าเป็นอาบัติประเภทใด จนกว่าจะมีการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

อนิยตมีเพียง ๒ สิกขาบท และทั้งสองสิกขาบทเกิดจากกรณีที่พระภิกษุอยู่กับสตรีในสถานที่ลับตา ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดความสงสัยหรือถูกกล่าวหาได้

พระพุทธองค์มิได้ทรงวินิจฉัยลงโทษโดยอาศัยเพียงคำกล่าวหา แต่ทรงกำหนดให้พิจารณาจาก

  • คำให้การของภิกษุ
  • คำกล่าวของอุบาสิกาผู้มีศรัทธาและน่าเชื่อถือ
  • พยานหลักฐานและพฤติการณ์แวดล้อม
  • องค์ประกอบแห่งอาบัติตามพระวินัย

จึงนับเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึง ความรอบคอบและความยุติธรรม ในการพิจารณาคดีของพระสงฆ์


อนิยตสิกขาบทที่ ๑

เรื่องการนั่งในที่ลับตากับสตรีตามลำพัง

ภูมิหลัง

ในสมัยพุทธกาล มีภิกษุบางรูปเข้าไปนั่งสนทนากับสตรีเพียงลำพังในสถานที่ปกปิดสายตาของผู้อื่น แม้จะไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่มีอุบาสิกาผู้มีศรัทธาและน่าเชื่อถือพบเห็นพฤติการณ์ดังกล่าว จึงเกิดความสงสัยว่าอาจมีการล่วงละเมิดพระวินัย

พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า การอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้อาจนำไปสู่ข้อครหาและความเสื่อมศรัทธา จึงทรงบัญญัติสิกขาบทเพื่อให้มีการสอบสวนอย่างเป็นธรรม


เนื้อเรื่อง

ครั้งหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปนั่งอยู่กับสตรีตามลำพังในสถานที่ที่บุคคลภายนอกไม่สามารถมองเห็นได้

อุบาสิกาผู้มีศรัทธา มีศีล และเป็นผู้พูดความจริง ได้พบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว แล้วกราบทูลต่อพระสงฆ์ว่า ภิกษุรูปนั้นอยู่กับสตรีในสถานที่ลับตา ซึ่งอาจมีการกระทำที่ผิดพระวินัย

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเรื่อง จึงมิได้ทรงตัดสินทันที แต่ทรงบัญญัติให้สอบสวนตามข้อเท็จจริง หากพิสูจน์ได้ว่ามีการล่วงละเมิด ก็ให้ลงอาบัติตามความผิดที่เกิดขึ้นจริง


พระพุทธบัญญัติ

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า

"ภิกษุนั่งกับสตรีในที่ลับตา ซึ่งเหมาะแก่การร่วมประเวณี และอุบาสิกาผู้มีศรัทธาเห็นแล้วกล่าวหา เมื่อภิกษุรับตามข้อกล่าวหา ให้สงฆ์วินิจฉัยตามข้อเท็จจริงว่าเข้าข่ายปาราชิก สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ แล้วแต่กรณี"

จึงเรียกว่า "อนิยต" เพราะยังไม่กำหนดแน่ว่าเป็นอาบัติประเภทใด จนกว่าจะสอบสวนเสร็จ


หลักพระวินัย

  • หลีกเลี่ยงการอยู่กับสตรีตามลำพังในสถานที่ลับตา
  • ป้องกันข้อครหาและการเสื่อมศรัทธา
  • ใช้พยานหลักฐานและการสอบสวนอย่างยุติธรรม
  • ไม่ด่วนตัดสินโดยปราศจากข้อเท็จจริง

ข้อคิดและคติธรรม

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ผู้ปฏิบัติธรรมไม่เพียงต้องละเว้นความผิด แต่ยังต้องหลีกเลี่ยงเหตุแห่งความสงสัยด้วย เพราะแม้ผู้บริสุทธิ์ หากวางตนไม่เหมาะสม ก็อาจถูกครหาและทำให้ผู้อื่นเสื่อมศรัทธา

หลักธรรมนี้สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ คือ การหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และดำเนินชีวิตด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้


อนิยตสิกขาบทที่ ๒

เรื่องการนั่งกับสตรีในสถานที่กึ่งลับกึ่งเปิด

ภูมิหลัง

แม้สถานที่บางแห่งจะมิได้ปิดมิดชิดเหมือนในสิกขาบทแรก แต่หากเป็นบริเวณที่ผู้คนมองเห็นได้ไม่ชัด หรือสามารถเกิดพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมได้ ก็ยังอาจเป็นเหตุแห่งข้อครหา

พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทอีกข้อหนึ่ง เพื่อให้ครอบคลุมสถานการณ์เช่นนี้


เนื้อเรื่อง

ภิกษุรูปหนึ่งนั่งสนทนากับสตรีในสถานที่ที่แม้ไม่ปิดมิดชิด แต่ค่อนข้างสงัด มีผู้คนผ่านไปมาน้อย

อุบาสิกาผู้มีศรัทธาเห็นเหตุการณ์ จึงแจ้งต่อสงฆ์ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวไม่เหมาะสม

เมื่อสอบสวนแล้ว หากพบว่าไม่มีการล่วงละเมิดร้ายแรง ก็ให้ลงอาบัติตามที่ข้อเท็จจริงปรากฏ มิใช่ตัดสินว่าเป็นความผิดร้ายแรงโดยอัตโนมัติ


พระพุทธบัญญัติ

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า

"ภิกษุนั่งกับสตรีในสถานที่ไม่ลับสนิท แต่เป็นที่อาจเกิดข้อครหาได้ หากอุบาสิกาผู้มีศรัทธากล่าวหา และภิกษุรับตามข้อกล่าวหา ให้สงฆ์วินิจฉัยว่าเป็นสังฆาทิเสสหรือปาจิตตีย์ ตามข้อเท็จจริง"

ต่างจากอนิยตข้อแรก ตรงที่สถานที่ไม่ถึงกับเหมาะแก่การร่วมประเวณี จึงไม่มีโอกาสวินิจฉัยถึงขั้นปาราชิก


หลักพระวินัย

  • สำรวมระวังในการติดต่อกับสตรี
  • ไม่อยู่ในสถานที่ที่อาจก่อให้เกิดข้อครหา
  • พิจารณาคดีด้วยหลักฐาน มิใช่อคติ
  • รักษาศรัทธาของพุทธบริษัท

ข้อคิดและคติธรรม

อนิยตสิกขาบทที่ ๒ สอนให้เห็นว่า ความโปร่งใสเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ผู้ปฏิบัติธรรมควรวางตนในลักษณะที่ผู้อื่นสามารถตรวจสอบได้ และไม่สร้างเงื่อนไขให้เกิดความเข้าใจผิด

หลักธรรมนี้ยังใช้ได้กับทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครู นักการเมือง หรือผู้ปฏิบัติงานในองค์กรต่าง ๆ เพราะความน่าเชื่อถือมิได้เกิดจากการกล่าวอ้างว่าตนบริสุทธิ์ แต่เกิดจากการประพฤติตนอย่างเปิดเผย ซื่อตรง และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความคลางแคลงใจ


สรุปหมวดอนิยต

อนิยตทั้ง ๒ สิกขาบท เป็นพระวินัยที่สะท้อนพระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้าในการพิจารณาคดีด้วยความรอบคอบและเป็นธรรม มิได้ทรงตัดสินจากคำกล่าวหาเพียงอย่างเดียว แต่ทรงกำหนดให้สอบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด แล้วจึงวินิจฉัยอาบัติตามองค์ประกอบแห่งความผิด

สาระสำคัญของหมวดอนิยต คือ การรักษาความบริสุทธิ์ทั้งในความประพฤติและในภาพลักษณ์ ผู้ปฏิบัติธรรมพึงหลีกเลี่ยงทั้งการทำผิดและการวางตนที่อาจก่อให้เกิดข้อครหา เพื่อธำรงศรัทธาของพุทธบริษัทและความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา

---------------------------------------------

บทสวดปาฏิโมกข์ อนิยต ๒

อิเม โข ปะนายัส๎มันโต เท๎ว อะนิยะตา ธัมมา อุทเทสัง อาคัจฉันติ.

๑. โย ปะนะ ภิกขุ มาตุคาเมนะ สัทธิง เอโก เอกายะ ระโห ปะฏิจฉันเน อาสะเน อะลังกัมมะนิเย นิสัชชัง กัปเปยยะ , ตะเมนัง
สัทเธยยะวะจะสา อุปาสิกา ทิส๎วา ติณณัง ธัมมานัง อัญญะตะเรนะ วะเทยยะ ปาราชิเกนะ วา สังฆาทิเสเสนะ วา ปาจิตติเยนะ วา ,
นิสัชชัง ภิกขุ ปะฏิชานะมาโน ติณณัง ธัมมานังอัญญะตะเรนะ กาเรตัพโพ ปาราชิเกนะ วา สังฆาทิเสเสนะ วา ปาจิตติเยนะ
วา , เยนะ วา สา สัทเธยยะวะจะสา อุปาสิกา วะเทยยะ , เตนะ โส ภิกขุ กาเรตัพโพ , อะยัง ธัมโม อะนิยะโต.

๒. นะ เหวะ โข ปะนะ ปะฏิจฉันนัง อาสะนัง โหติ นาลังกัมมะนิยัง , อะลัญจะ โข โหติ มาตุคามัง ทุฏฐุลลาหิ วาจาหิ
โอภาสิตุง , โย ปะนะ ภิกขุ ตะถารูเป อาสะเน มาตุคาเมนะสัทธิง เอโก เอกายะ ระโห นิสัชชัง กัปเปยยะ , ตะเมนัง สัทเธยยะวะจะสา
อุปาสิกา ทิส๎วา ท๎วินนัง ธัมมานัง อัญญะตะเรนะ วะเทยยะ สังฆาทิเสเสนะ วา ปาจิตติเยนะ วา , นิสัชชัง ภิกขุ
ปะฏิชานะมาโน ท๎วินนัง ธัมมานัง อัญญะตะเรนะ กาเรตัพโพสังฆาทิเสเสนะ วา ปาจิตติเยนะ วา , เยนะ วา สา สัทเธยยะ วะจะสา
อุปาสิกา วะเทยยะ , เตนะ โส ภิกขุ กาเรตัพโพ , อะยัมปิ ธัมโม อะนิยะโต.

อุททิฏฐา โข อายัส๎มันโต เท๎ว อะนิยะตา ธัมมา .
ตัตถายัส๎มันเต ปุจฉามิ. กัจจิตถะ ปะริสุทธา ?
ทุติยัมปิ ปุจฉามิ. กัจจิตถะ ปะริสุทธา ?
ตะติยัมปิ ปุจฉามิ. กัจจิตถะ ปะริสุทธา ?
ปะริสุทเธตถายัส๎มันโต , ตัส๎มา ตุณ๎หี , เอวะเมตัง ธาระยามิ.

อะนิยะตุทเทโส นิฏฐิโต.

 คำแปล พระภิกขุปาฏิโมกข์
อนิยตุทเทส
( อนิยต ๒)

ท่านทั้งหลาย ธรรมชื่อ อนิยต๒เหล่านี้แล ย่อมมาสู่อุทเทส.  

๑. อนึ่ง ภิกษุใดผู้เดียวสำเร็จการนั่งในที่ลับ คือในอาสนะกำบัง
พอจะทำการได้กับมาตุคามผู้เดียว.อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้
เห็นภิกษุกับมาตุคาม นั้นนั่นเทียว พูดขึ้นด้วยธรรม๓ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง
คือด้วยปาราชิกก็ดี ด้วยสังฆาทิเสสก็ดี ด้วยปาจิตตีย์ก็ดี
ภิกษุปฏิญญาซึ่งการนั่ง พึงถูกปรับด้วยธรรม๓ ประการ คือด้วยปาราชิกบ้าง
ด้วยสังฆาทิเสสบ้าง ด้วยปาจิตตีย์บ้าง อีกอย่างหนึ่ง อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้นั้น
กล่าวด้วยธรรมใด ภิกษุนั้นพึงถูกปรับด้วยธรรมนั้น นี้ธรรมชื่อ อนิยต  

๒. อนึ่ง สถานที่ไม่เป็นที่กำบังอะไรเลย ไม่พอที่จะทำกรรม (คือ การเสพเมถุน) ได้
แต่พอเป็นที่จะพูดเคาะมาตุคาม ด้วยวาจาชั่วหยาบได้อยู่ และภิกษุใดผู้เดียว
สำเร็จการนั่งในที่ลับกับด้วยมาตุคามผู้เดียว ในอาสนะมีรูปอย่างนั้น
อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้เห็นภิกษุกับมาตุคามนั้นนั่นแล้ว พูดขึ้นด้วยธรรม ๒ ประการ
อย่างใดอย่างหนึ่ง คือด้วยสังฆาทิเสส ก็ดี ด้วยปาจิตตีย์ก็ดี
ภิกษุปฏิญญาซึ่งการนั่ง พึงถูกปรับด้วยธรรม ๒ ประการ คือด้วยสังฆาทิเสสบ้าง
ด้วยปาจิตตีย์บ้าง อีกอย่างหนึ่ง อุบาสิกามีวาจาที่เชื่อได้นั้นกล่าวด้วยธรรมใด
ภิกษุนั้นพึงถูกปรับด้วยธรรมนั้น แม้ธรรมนี้ก็ชื่อ อนิยต.
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมชื่ออนิยต ๒

ข้าพเจ้าได้แสดงขึ้นแล้วแล ข้าพเจ้าถามท่านทั้งหลาย ในเรื่องนั้น
ท่านทั้งหลาย เป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ.ข้าพเจ้าถาม แม้ครั้งที่ ๒
ท่านทั้งหลาย เป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ.ข้าพเจ้าถาม แม้ครั้งที่ ๓
ท่านทั้งหลาย เป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ?
ท่านทั้งหลาย เป็นผู้บริสุทธิ์แล้วในเรื่องนี้เพราะฉะนั้น จึงนิ่ง
ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้  

อนิยตุทเทส จบ

=======================

ประวัติผู้รวบรวมและเรียบเรียง

พลเรือตรี รองศาสตราจารย์ ทองใบ ธีรานันทางกูร

จากวิถีแห่งธรรม สู่เกียรติภูมิราชนาวี และปราชญ์ผู้รังสรรค์ปัญญา”



เส้นทางแห่งธรรมและพื้นฐานการศึกษา (ต้นกล้าแห่งปัญญา)

ชีวิตเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ณ ผืนแผ่นดินเมืองสี่แคว จังหวัดนครสวรรค์ ภายหลังสำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๔ ท่านได้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี สั่งสมบารมีธรรมและวิชาความรู้ยาวนานถึง ๑๓ ปี ในระหว่างนั้นท่านไม่เพียงศึกษาทางธรรมจนสอบได้ เปรียญธรรม ๙ ประโยค อันเป็นวิทยฐานะสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย แต่ยังมุมานะสอบเทียบวุฒิทางโลกจนสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุด (ม.ศ. ๕) และคว้าปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)

ก้าวสู่โลกกว้างและความเป็นเลิศทางวิชาการ (มหาปัญญาไร้พรมแดน)

หลังลาสิกขาเพื่อแสวงหาความรู้ในระดับสากล ท่านได้เดินทางไปศึกษายังต่างแดนจนสำเร็จปริญญาโท (M.A. in Political Science) จากมหาวิทยาลัยปัญจาบ ประเทศอินเดีย ต่อมาในขณะรับราชการทหารเรือ ท่านได้รับทุนอันทรงเกียรติจากกองทัพเรือให้ไปศึกษาต่อ ณ สถาบันระดับโลกอย่าง London School of Economics and Political Science (LSE) มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนสำเร็จปริญญา M.Phil ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้วยวิทยานิพนธ์อันโดดเด่นเรื่องนโยบายต่างประเทศไทยต่ออินโดจีน

ในระหว่างอยู่ ณ ต่างประเทศ ท่านยังได้สร้างเกียรติประวัติด้วยการดำรงตำแหน่งอุปนายกสามัคคีสมาคม และเป็นบรรณาธิการวารสารสำคัญในพระบรมราชูปถัมภ์ ทั้งยังได้รับเกียรติให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาไทย ณ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน นับเป็นการเผยแผ่วัฒนธรรมไทยในดินแดนตะวันตกอย่างสง่างาม

เกียรติภูมิราชนาวีและบทบาทครูผู้สร้างคน (ประทีปแห่งวิชาการ)

เมื่อกลับสู่มาตุภูมิ ท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในฐานะอาจารย์ประจำกองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์ โรงเรียนนายเรือ ผลิตศิษย์ในราชนาวีรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนได้รับพระราชทานยศเป็น พลเรือตรี และตำแหน่งทางวิชาการเป็น รองศาสตราจารย์ ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ท่านยังได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษในสถาบันชั้นนำอีกมากมาย ทั้งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี, วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม, และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)

 

บทสรุปแห่งชีวิต (วิถีแห่งความเรียบง่าย)

ภายหลังเกษียณอายุราชการและการอุทิศตนให้แก่งานสอนในระดับบัณฑิตศึกษา ท่านได้เลือกกลับสู่ความสงบเรียบง่ายในฐานะ ชาวสวน” ผู้มีธรรมะเป็นเครื่องนำทาง พำนักอยู่ ณ จังหวัดนนทบุรี ปราจีนบุรี และนครสวรรค์ ตามวิถีแห่ง “บุญนำพา” โดยยังคงมุ่งมั่นรังสรรค์ผลงานวิชาการและบทเรียนภาษาบาลี เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ศิษย์และพุทธศาสนิกชนสืบไป

 

=====================================

สำหรับท่านที่สนใจEbookที่มีเนื้อหาหลายหมวดหมู่ ของสำนักพิมพ์ทองใบ คลิกที่ลิงก์นี้ได้เลยครับ



#เรื่องราวของวินัยบัญญัติ ในวินัยปิฎก ตอน สังฆาทิเสสกัณฑ์ #สังฆาทิเสส ๑๓

 




สังฆาทิเสส ๑๓

สังฆาทิเสสกัณฑ์

ปฐมสังฆาทิเสสสิกขาบท

เรื่องการจงใจทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน



ภูมิหลัง

หลังจากพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยหมวดปาราชิกแล้ว พระสงฆ์มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้เข้ามาอุปสมบทมีพื้นฐานชีวิตและระดับการฝึกจิตแตกต่างกัน แม้หลายรูปจะมีศรัทธามั่นคง แต่ยังไม่สามารถละกิเลสทางกามได้โดยสิ้นเชิง

พระภิกษุเป็นผู้ตั้งใจดำรงชีวิตด้วย พรหมจรรย์ (Brahmacariya) คือการละเว้นกิจกรรมทางเพศโดยเด็ดขาด ทั้งทางกาย วาจา และใจ เพื่อมุ่งพัฒนาศีล สมาธิ และปัญญา การรักษาพรหมจรรย์จึงเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตสมณะ

ในสมัยพุทธกาล มีภิกษุบางรูปยังปล่อยใจให้หมกมุ่นอยู่ในกามวิตก จนถึงกับจงใจกระทำการเพื่อให้น้ำอสุจิเคลื่อนออกจากร่างกาย แม้มิได้ร่วมประเวณีกับบุคคลอื่น แต่ก็เป็นการกระทำที่ขัดต่ออุดมคติแห่งพรหมจรรย์

เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติ ปฐมสังฆาทิเสสสิกขาบท เพื่อกำหนดหลักแห่งความสำรวมในกามคุณอย่างเคร่งครัด


เนื้อเรื่อง

ในครั้งนั้น มีภิกษุบางรูปประพฤติตนอย่างไม่สำรวม ปล่อยใจให้ครุ่นคิดในกามารมณ์อยู่เสมอ จนเกิดความกำหนัดอย่างรุนแรง

ด้วยอำนาจแห่งราคะ ภิกษุเหล่านั้นได้ใช้มือตนเองหรือวิธีการอื่นกระตุ้นอวัยวะเพศ จนทำให้น้ำอสุจิเคลื่อนออกมาโดยมีเจตนา

เมื่อภิกษุรูปอื่นทราบเรื่อง ต่างเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควรแก่สมณเพศ จึงนำความขึ้นกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระพุทธองค์ทรงสอบถามจนทราบข้อเท็จจริง แล้วตรัสตำหนิว่า

"ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำเช่นนี้ไม่สมควร ไม่เป็นกิจของสมณะ ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส และไม่ทำให้ผู้ที่เลื่อมใสแล้วเลื่อมใสยิ่งขึ้น"

พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า การครองเพศบรรพชิตมิใช่เพียงละการร่วมประเวณีเท่านั้น แต่ยังต้องละความหมกมุ่นในกามคุณ และฝึกจิตให้เป็นอิสระจากอำนาจของราคะ

จากนั้น พระองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุจงใจทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน


พระพุทธบัญญัติ

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า

"ภิกษุใด จงใจทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน เว้นไว้แต่ในขณะหลับฝัน ภิกษุนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสส"

คำว่า "เว้นไว้แต่ในขณะหลับฝัน" หมายความว่า หากน้ำอสุจิเคลื่อนโดยไม่มีเจตนา เช่น เกิดขึ้นขณะหลับหรือฝัน (ที่เรียกว่า "ฝันเปียก") ย่อมไม่เป็นอาบัติ เพราะพระพุทธศาสนาถือว่า เจตนา เป็นหัวใจของกรรม


หลักพระวินัย

สิกขาบทนี้ประกอบด้วยหลักสำคัญหลายประการ

๑. เจตนาเป็นองค์ประกอบสำคัญ

การเกิดอาบัติจะต้องมีเจตนาจงใจทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน หากเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เช่น ระหว่างหลับ หรือจากอาการทางร่างกาย ย่อมไม่เป็นอาบัติ

๒. พรหมจรรย์ต้องบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ

แม้มิได้ร่วมประเวณีกับผู้อื่น แต่การแสวงหาความสุขทางเพศด้วยตนเอง ย่อมแสดงว่ายังตกอยู่ในอำนาจของกามราคะ ซึ่งขัดกับอุดมคติแห่งสมณเพศ

๓. การฝึกอินทรีย์สังวร

พระภิกษุต้องสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่ปล่อยให้สิ่งเร้าภายนอกนำไปสู่ความกำหนัด เพราะกิเลสมักเริ่มต้นจากการปล่อยใจให้เพลิดเพลินในอารมณ์

๔. สังฆาทิเสสเป็นอาบัติที่แก้ไขได้

แม้อาบัตินี้จะเป็นอาบัติหนัก แต่ยังไม่ถึงขั้นปาราชิก ผู้กระทำผิดสามารถกลับตัวได้ โดยเข้าสู่กระบวนการปริวาสกรรม มานัต และการรับคืนจากสงฆ์ตามพระวินัย


ข้อคิดและคติธรรม

ปฐมสังฆาทิเสสสิกขาบทให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งทั้งแก่พระภิกษุและฆราวาส

ประการแรก คือ การเอาชนะตนเองเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ศัตรูที่แท้จริงมิใช่บุคคลภายนอก แต่คือกิเลสที่เกิดขึ้นภายในใจ หากสามารถควบคุมความกำหนัดได้ ย่อมเป็นผู้มีชัยเหนือตนเอง

ประการที่สอง คือ กิเลสเริ่มต้นจากความคิด ก่อนจะปรากฏเป็นการกระทำ ความกำหนัดย่อมเกิดจากการปล่อยใจให้คิดปรุงแต่ง ดังนั้น การมีสติรู้เท่าทันความคิดจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด

ประการที่สาม คือ ความสำรวมมิใช่การกดข่ม แต่เป็นการพัฒนาจิตใจ พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เกลียดร่างกาย หากแต่สอนให้รู้เท่าทันธรรมชาติของกายและใจ เพื่อไม่ให้ตกเป็นทาสของตัณหา

ประการที่สี่ คือ ผู้ผิดพลาดยังมีโอกาสแก้ไข การที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดอาบัติข้อนี้เป็นสังฆาทิเสส มิใช่ปาราชิก แสดงถึงพระมหากรุณาที่เปิดโอกาสให้ผู้สำนึกผิดได้ปรับปรุงตนและกลับมาดำรงชีวิตในพระธรรมวินัยอย่างบริสุทธิ์อีกครั้ง


สรุป

ปฐมสังฆาทิเสสสิกขาบทเป็นพระวินัยที่มุ่งรักษาความบริสุทธิ์แห่งพรหมจรรย์ โดยห้ามภิกษุจงใจทำให้น้ำอสุจิเคลื่อนด้วยความกำหนัด ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ยกเว้นกรณีที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเจตนา เช่น ขณะหลับฝัน

สิกขาบทนี้ชี้ให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับการฝึกจิตตั้งแต่ระดับความคิดและความรู้สึก มิใช่เพียงการควบคุมพฤติกรรมภายนอก ผู้ครองเพศบรรพชิตจึงต้องสำรวมทั้งกาย วาจา และใจ เพื่อดำรงตนสมกับเป็นผู้แสวงหาความหลุดพ้นจากกิเลส

สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป แม้มิได้ถือพรหมจรรย์เช่นพระภิกษุ แต่หลักธรรมเรื่องการมีสติ การรู้จักประมาณ และการไม่ปล่อยใจให้ตกอยู่ใต้อำนาจของตัณหา ยังคงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตดำเนินไปด้วยความสงบ สุขุม และเจริญงอกงามในคุณธรรม อันเป็นรากฐานของการพัฒนาตนตามแนวทางแห่งพระพุทธศาสนา.

 


สังฆาทิเสสกัณฑ์

ทุติยสังฆาทิเสสสิกขาบท

เรื่องการสัมผัสกายสตรีด้วยความกำหนัด


ภูมิหลัง

การครองเพศบรรพชิตในพระพุทธศาสนาตั้งอยู่บนหลักแห่ง พรหมจรรย์ คือการละเว้นจากกามคุณโดยสิ้นเชิง ทั้งทางกาย วาจา และใจ พระภิกษุจึงต้องสำรวมอินทรีย์ ไม่ปล่อยให้จิตใจถูกครอบงำด้วยราคะ และต้องระมัดระวังการติดต่อสัมพันธ์กับสตรีให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม

ในระยะแรกแห่งการประกาศพระศาสนา พระพุทธเจ้ามิได้ทรงบัญญัติพระวินัยไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ภิกษุบางรูปประพฤติไม่สมควร จึงทรงบัญญัติสิกขาบทตามเหตุการณ์นั้น

เมื่อมีภิกษุบางรูปยังมีกิเลสทางกาม ไม่สามารถระงับความกำหนัดได้ จนถึงกับจงใจสัมผัสกายสตรีด้วยความยินดีในกาม พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติ ทุติยสังฆาทิเสสสิกขาบท เพื่อรักษาความบริสุทธิ์แห่งสมณเพศ และป้องกันมิให้ความประพฤติดังกล่าวเป็นเหตุแห่งความเสื่อมของพระศาสนา


เนื้อเรื่อง

ในครั้งนั้น มีภิกษุรูปหนึ่งได้พบสตรีผู้หนึ่งซึ่งมาขอคำแนะนำหรือเข้ามาใกล้ชิดด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง

แทนที่จะวางตนด้วยความสำรวมตามสมณสารูป ภิกษุรูปนั้นกลับปล่อยใจให้เกิดความกำหนัด เมื่อสบโอกาสจึงใช้มือจับหรือสัมผัสร่างกายของสตรี ไม่ว่าจะเป็นมือ แขน ไหล่ หรืออวัยวะส่วนอื่น ด้วยความพอใจในกามารมณ์

สตรีผู้นั้นรู้สึกตกใจและไม่สบายใจ จึงนำเรื่องไปเล่าให้ญาติพี่น้องและชาวบ้านฟัง ข่าวแพร่สะพัดไปในหมู่ประชาชน ทำให้เกิดเสียงตำหนิว่า

"สมณะเชื้อสายศากยะ แม้ออกบวชแล้ว ยังประพฤติตนไม่ต่างจากคฤหัสถ์ผู้มัวเมาในกาม"

เมื่อพระภิกษุทั้งหลายทราบเรื่อง จึงกราบทูลเหตุการณ์แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระพุทธองค์ทรงเรียกภิกษุรูปนั้นมาสอบถาม เมื่อทรงทราบว่าการกระทำเกิดจากความกำหนัดจริง จึงตรัสตำหนิว่า

"ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำเช่นนี้ไม่สมควรแก่สมณะ ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส และไม่ทำให้ผู้ที่เลื่อมใสแล้วเลื่อมใสยิ่งขึ้น"

จากนั้น พระองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุสัมผัสกายสตรีด้วยความกำหนัด


พระพุทธบัญญัติ

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า

"ภิกษุใดมีจิตกำหนัด จงใจจับต้อง ลูบคลำ หรือสัมผัสกายสตรี ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดของร่างกาย ภิกษุนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสส"

สาระสำคัญของพระบัญญัตินี้ คือ

  • ผู้กระทำต้องเป็นภิกษุ
  • บุคคลที่ถูกสัมผัสเป็นสตรี
  • มีการสัมผัสทางกายจริง
  • มีเจตนาและความกำหนัดประกอบอยู่ในจิต

หากองค์ประกอบครบ ย่อมเป็นอาบัติสังฆาทิเสส


หลักพระวินัย

๑. เจตนาเป็นหัวใจของอาบัติ

หากเกิดการสัมผัสโดยบังเอิญ เช่น เดินสวนกันในที่แคบ ช่วยเหลือในเหตุฉุกเฉิน หรือเกิดจากเหตุสุดวิสัย โดยไม่มีจิตกำหนัด ย่อมไม่เป็นอาบัติสังฆาทิเสส

๒. ความกำหนัดเป็นเหตุแห่งความเสื่อม

พระพุทธองค์มิได้ทรงห้ามเพียงการกระทำภายนอก แต่ทรงชี้ให้เห็นว่า ความกำหนัดที่เกิดขึ้นในจิต หากไม่ได้รับการควบคุม ย่อมนำไปสู่การกระทำที่ไม่เหมาะสม

๓. ความสำรวมเป็นเกราะป้องกันพรหมจรรย์

พระภิกษุต้องรักษาระยะห่างอันสมควรในการติดต่อกับสตรี ทั้งเพื่อป้องกันตนเอง และเพื่อมิให้ผู้อื่นเกิดความเคลือบแคลงในสมณสารูป

๔. การแก้ไขอาบัติ

ผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสยังไม่ขาดจากความเป็นภิกษุ แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการปริวาส มานัต และอัพภานกรรมตามพระวินัย ก่อนจะกลับมาร่วมสังฆกรรมได้ตามปกติ


ข้อคิดและคติธรรม

ทุติยสังฆาทิเสสสิกขาบทให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งทั้งแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์

ประการแรก คือ การสำรวมเริ่มต้นที่ใจ การสัมผัสทางกายเป็นผลของความคิดและความรู้สึก หากสามารถระงับจิตที่กำลังฟุ้งซ่านได้ การกระทำที่ไม่เหมาะสมก็จะไม่เกิดขึ้น

ประการที่สอง คือ การเคารพในศักดิ์ศรีของผู้อื่น การสัมผัสร่างกายโดยเกิดจากความกำหนัด เป็นการละเมิดทั้งพรหมจรรย์ของผู้บวชและความเหมาะสมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น พระวินัยจึงกำหนดข้อนี้ไว้เพื่อคุ้มครองทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ

ประการที่สาม คือ การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข พระพุทธเจ้าทรงสอนให้หลีกเลี่ยงเหตุปัจจัยที่ทำให้กิเลสเกิดขึ้น เพราะเมื่อราคะครอบงำจิตแล้ว ย่อมยากที่จะควบคุมการกระทำ

ประการที่สี่ คือ ความบริสุทธิ์ของพระสงฆ์เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา ประชาชนเคารพพระสงฆ์เพราะเชื่อมั่นในความสำรวมและพรหมจรรย์ หากพระภิกษุประพฤติผิด ย่อมส่งผลกระทบต่อศรัทธาของพุทธบริษัทโดยส่วนรวม


สรุป

ทุติยสังฆาทิเสสสิกขาบทเป็นพระวินัยที่มุ่งรักษาความบริสุทธิ์แห่งพรหมจรรย์ โดยห้ามภิกษุจงใจสัมผัสกายสตรีด้วยความกำหนัด แม้จะยังไม่ถึงขั้นร่วมประเวณี แต่ก็เป็นการกระทำที่แสดงถึงการปล่อยให้ราคะครอบงำจิตใจ จึงจัดเป็นอาบัติสังฆาทิเสส

พระวินัยข้อนี้สะท้อนหลักสำคัญของพระพุทธศาสนาว่า การฝึกตนมิใช่เพียงละเว้นความผิดร้ายแรง หากยังต้องสำรวมในพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความเสื่อมด้วย ผู้ครองเพศบรรพชิตจึงต้องระมัดระวังกาย วาจา และใจอยู่เสมอ เพื่อรักษาพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ และดำรงตนเป็นแบบอย่างอันงดงามแก่พุทธบริษัท

สำหรับฆราวาส แม้มิได้อยู่ในพระวินัยเช่นภิกษุ แต่หลักแห่งการเคารพในเกียรติและขอบเขตของผู้อื่น การสำรวมกายและใจ และการไม่ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ ย่อมเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสุภาพ ปลอดภัย และเปี่ยมด้วยเมตตาในสังคม.


สังฆาทิเสสกัณฑ์

ตติยสังฆาทิเสสสิกขาบท

เรื่องการพูดจาเกี้ยวพาราสีหรือแทะโลมสตรี



ภูมิหลัง

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า การกระทำของมนุษย์เกิดขึ้นได้ ๓ ทาง คือ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม การรักษาพรหมจรรย์ของพระภิกษุจึงมิใช่เพียงการสำรวมทางกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสำรวมทางวาจาและจิตใจด้วย

วาจาเป็นเครื่องสื่อความคิดและความรู้สึก หากภิกษุใช้ถ้อยคำในลักษณะเกี้ยวพาราสี แทะโลม หรือสื่อความหมายในทางกาม แม้จะมิได้มีการสัมผัสร่างกาย ก็ย่อมเป็นการขัดต่อสมณสารูป และอาจนำไปสู่การประพฤติผิดที่ร้ายแรงยิ่งขึ้น

เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติ ตติยสังฆาทิเสสสิกขาบท เพื่อกำหนดขอบเขตแห่งวจีสุจริตสำหรับผู้ครองเพศบรรพชิต


เนื้อเรื่อง

ในครั้งนั้น มีภิกษุรูปหนึ่งยังไม่สามารถละความกำหนัดในใจได้โดยเด็ดขาด เมื่อได้สนทนากับสตรี จึงกล่าวถ้อยคำที่แสดงความชื่นชมในรูปร่าง หน้าตา หรือความงามของนาง รวมทั้งใช้คำพูดที่มีลักษณะเกี้ยวพาราสี และส่อไปในทางชู้สาว

แม้จะไม่มีการสัมผัสร่างกาย แต่คำพูดดังกล่าวทำให้สตรีเกิดความกระดากใจ และผู้ที่ได้ยินต่างเห็นว่าไม่เหมาะสมกับสมณเพศ

เมื่อข่าวแพร่ไปในหมู่ประชาชน ต่างพากันกล่าวติเตียนว่า

"สมณะเชื้อสายศากยะ แม้จะครองผ้ากาสาวพัสตร์ แต่กลับพูดจาเหมือนชายหนุ่มผู้แสวงหาความรัก"

พระภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

เมื่อทรงสอบถามและทราบข้อเท็จจริง พระองค์ตรัสตำหนิภิกษุรูปนั้นว่า

"ดูก่อนโมฆบุรุษ การพูดจาเช่นนี้ไม่สมควรแก่ผู้บรรพชา ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส และไม่ทำให้ผู้ที่เลื่อมใสแล้วเลื่อมใสยิ่งขึ้น"

จากนั้น พระองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุกล่าวถ้อยคำเกี้ยวพาราสีหรือแทะโลมสตรีด้วยความกำหนัด


พระพุทธบัญญัติ

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า

"ภิกษุใด มีจิตกำหนัด กล่าววาจาอันสื่อถึงความใคร่ ความชื่นชม หรือการเกี้ยวพาราสีต่อสตรี โดยมุ่งหมายให้เกิดความสัมพันธ์ในทางกาม ภิกษุนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสส"

พระบัญญัตินี้ครอบคลุมถึง

  • การกล่าวถ้อยคำยกย่องความงามด้วยเจตนากำหนัด
  • การใช้คำพูดส่อความหมายในเชิงชู้สาว
  • การพูดเพื่อปลุกเร้าอารมณ์หรือสร้างความพึงพอใจทางกาม
  • การใช้วาจาในลักษณะที่ไม่สมควรแก่สมณเพศ

หลักพระวินัย

๑. วาจาสะท้อนสภาพจิต

พระพุทธศาสนาถือว่า วาจาเป็นผลของความคิด เมื่อจิตเต็มไปด้วยราคะ คำพูดย่อมโน้มเอียงไปในทางกาม ดังนั้น การฝึกวาจาจึงเป็นการฝึกจิตไปพร้อมกัน

๒. เจตนาเป็นองค์ประกอบสำคัญ

หากเป็นการกล่าวธรรม สอบถามทุกข์สุข หรือสนทนาในกิจจำเป็นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ย่อมไม่เป็นอาบัติ แต่หากมีเจตนาสื่อความกำหนัดหรือแสวงหาความพึงพอใจในทางกาม ย่อมเข้าลักษณะของสิกขาบทนี้

๓. พระภิกษุต้องเป็นแบบอย่างแห่งวจีสุจริต

ผู้ครองเพศบรรพชิตควรใช้วาจาเพื่อสั่งสอนธรรม ให้กำลังใจ และนำประโยชน์แก่ผู้ฟัง มิใช่ใช้วาจาเพื่อสนองกิเลสของตนเอง

๔. การป้องกันเหตุแห่งความเสื่อม

พระวินัยข้อนี้มิใช่เพียงห้ามคำพูดไม่เหมาะสม แต่ยังเป็นการป้องกันมิให้ความสัมพันธ์ระหว่างภิกษุกับสตรีพัฒนาไปสู่การประพฤติผิดที่ร้ายแรงกว่าเดิม


ข้อคิดและคติธรรม

ตติยสังฆาทิเสสสิกขาบทให้ข้อคิดสำคัญหลายประการ

ประการแรก คือ วาจามีพลังสร้างและทำลาย คำพูดที่เหมาะสมสามารถสร้างศรัทธา ความเข้าใจ และกำลังใจ แต่คำพูดที่ขาดความสำรวมอาจทำลายความน่าเชื่อถือของผู้พูดและทำให้ผู้อื่นเกิดความเข้าใจผิด

ประการที่สอง คือ การสำรวมเริ่มต้นจากความคิด หากจิตใจบริสุทธิ์ วาจาย่อมบริสุทธิ์ตาม ผู้ฝึกตนจึงต้องระวังตั้งแต่ความคิด มิใช่รอให้แสดงออกเป็นคำพูด

ประการที่สาม คือ ความสัมพันธ์ที่เหมาะสมก่อให้เกิดความเคารพ พระภิกษุและคฤหัสถ์สามารถติดต่อกันได้ด้วยความสุภาพ เมตตา และอยู่ในขอบเขตแห่งพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นพื้นฐานของความไว้วางใจในพระศาสนา

ประการที่สี่ คือ ผู้มีปัญญาย่อมรู้จักกาลเทศะในการใช้วาจา การพูดถูกเวลา ถูกเรื่อง และด้วยเจตนาดี เป็นองค์ประกอบสำคัญของสัมมาวาจา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอริยมรรคมีองค์แปด


สรุป

ตติยสังฆาทิเสสสิกขาบทเป็นพระวินัยที่มุ่งรักษาความบริสุทธิ์ของพรหมจรรย์ในด้านวาจา โดยห้ามภิกษุกล่าวถ้อยคำเกี้ยวพาราสี แทะโลม หรือสื่อความหมายในทางกามต่อสตรีด้วยความกำหนัด

สิกขาบทนี้แสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับการสำรวมทั้งกาย วาจา และใจ เพราะแม้คำพูดจะไม่ก่อให้เกิดการกระทำทางกายโดยทันที แต่ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมทั้งต่อตนเองและต่อพระศาสนา

สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป หลักธรรมข้อนี้สอนให้ใช้วาจาด้วยความสุภาพ จริงใจ และให้เกียรติผู้อื่น รู้จักควบคุมอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง ไม่ใช้คำพูดเพื่อแสวงหาประโยชน์จากความรู้สึกของผู้อื่น อันจะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่งดงามและสังคมที่เปี่ยมด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน.


สังฆาทิเสสกัณฑ์

จตุตถสังฆาทิเสสสิกขาบท

เรื่องการพูดชักชวนหรือกล่าวยกย่องการบำเรอกาม



ภูมิหลัง

พระพุทธศาสนาสอนให้พระภิกษุดำรงชีวิตด้วยความบริสุทธิ์แห่งพรหมจรรย์ โดยละเว้นจากกามคุณทั้งทางกาย วาจา และใจ ผู้บรรพชิตจึงต้องระมัดระวังแม้คำพูดที่อาจกระตุ้นความกำหนัด หรือทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าพระภิกษุยินดีในเรื่องกาม

นอกจากการสัมผัสกายและการพูดจาเกี้ยวพาราสีแล้ว พระพุทธองค์ยังทรงเห็นว่า การกล่าวยกย่องการบำเรอทางเพศ หรือการชักชวนให้สตรีกระทำกิจอันเกี่ยวกับกาม ก็เป็นการกระทำที่ขัดต่อพรหมจรรย์อย่างร้ายแรง แม้จะยังไม่มีการร่วมประเวณีเกิดขึ้นก็ตาม

เมื่อมีภิกษุบางรูปกล่าววาจาในลักษณะดังกล่าว พระองค์จึงทรงบัญญัติ จตุตถสังฆาทิเสสสิกขาบท เพื่อรักษาความบริสุทธิ์แห่งสมณเพศ และป้องกันมิให้พระภิกษุกลายเป็นผู้แสวงหาความสุขในกามด้วยวาจา


เนื้อเรื่อง

ครั้งหนึ่ง มีภิกษุรูปหนึ่งยังไม่สามารถระงับราคะในใจได้ แม้จะครองเพศบรรพชิตแล้วก็ตาม

เมื่อมีโอกาสสนทนากับสตรี ภิกษุรูปนั้นมิได้เพียงกล่าวถ้อยคำชื่นชมความงาม หากยังกล่าววาจาในลักษณะยกย่องการบำเรอกาม และพูดชักชวนให้นางกระทำสิ่งที่เป็นไปเพื่อความกำหนัด โดยเปรียบเปรยว่าการได้รับการปรนนิบัติจากสตรีเป็นความสุขอันน่าปรารถนา

ถ้อยคำดังกล่าวทำให้สตรีเกิดความอับอายและตกใจ เพราะไม่สมควรอย่างยิ่งที่ผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์จะกล่าววาจาเช่นนั้น

เมื่อข่าวแพร่สะพัดไปในหมู่ประชาชน ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ว่า

"สมณะเชื้อสายศากยะ แทนที่จะสั่งสอนให้ละกาม กลับกล่าวยกย่องเรื่องกามเสียเอง"

พระภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องขึ้นกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระองค์ทรงสอบถามจนทราบข้อเท็จจริง แล้วตรัสตำหนิว่า

"ดูก่อนโมฆบุรุษ การกล่าววาจาเช่นนี้ไม่สมควรแก่ผู้บรรพชา ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส และไม่ทำให้ผู้ที่เลื่อมใสแล้วเลื่อมใสยิ่งขึ้น"

จากนั้น พระองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุกล่าวชักชวนหรือกล่าวยกย่องการบำเรอกามต่อสตรีด้วยความกำหนัด


พระพุทธบัญญัติ

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า

"ภิกษุใด มีจิตกำหนัด กล่าวยกย่องคุณของการบำเรอกาม หรือชักชวนสตรีให้กระทำกิจอันเป็นไปในทางกาม ด้วยถ้อยคำที่มุ่งหมายให้เกิดความกำหนัด ภิกษุนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสส"

สาระสำคัญของพระบัญญัตินี้ ได้แก่

  • ผู้กระทำต้องเป็นภิกษุ
  • มีจิตกำหนัดเป็นมูลเหตุ
  • กล่าววาจาชักชวนหรือยกย่องกิจกรรมทางเพศ
  • มุ่งหมายให้สตรีคล้อยตามหรือเกิดความยินดีในกาม

เมื่อองค์ประกอบครบ ย่อมเป็นอาบัติสังฆาทิเสส


หลักพระวินัย

๑. ความผิดเริ่มจากการชี้นำด้วยวาจา

พระวินัยมิได้พิจารณาเฉพาะการกระทำทางกาย แต่รวมถึงการใช้วาจาเพื่อชักจูงให้เกิดการประพฤติผิดในทางกาม เพราะวาจาสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการกระทำที่ร้ายแรงกว่า

๒. เจตนากำหนัดเป็นองค์ประกอบสำคัญ

หากกล่าวถึงเรื่องเพศในบริบทของการสั่งสอน การแพทย์ หรือการอธิบายพระวินัยโดยปราศจากราคะ ย่อมไม่เข้าลักษณะของอาบัตินี้ แต่หากกล่าวด้วยเจตนาปลุกเร้าความกำหนัด ย่อมเป็นความผิดตามพระวินัย

๓. พระภิกษุเป็นผู้ละกาม มิใช่ผู้ส่งเสริมกาม

ผู้ครองเพศบรรพชิตมีหน้าที่อบรมจิตให้พ้นจากอำนาจของตัณหา จึงไม่ควรใช้คำพูดที่ยกย่องหรือเชื้อเชิญให้ผู้อื่นหมกมุ่นในกามคุณ

๔. การรักษาศรัทธาของพุทธบริษัท

ประชาชนเคารพพระสงฆ์เพราะเชื่อมั่นว่าพระภิกษุเป็นผู้ฝึกตน หากภิกษุกล่าววาจาไม่สมควร ย่อมทำให้ศรัทธาของผู้คนเสื่อมถอย และส่งผลกระทบต่อพระศาสนาโดยส่วนรวม


ข้อคิดและคติธรรม

จตุตถสังฆาทิเสสสิกขาบทให้ข้อคิดที่สำคัญหลายประการ

ประการแรก คือ วาจาสามารถนำใจไปสู่ความดีหรือความเสื่อม ผู้ใช้วาจาอย่างมีสติย่อมสร้างประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น แต่ผู้ใช้วาจาเพื่อสนองกิเลส ย่อมเพิ่มพูนความยึดติดในกาม

ประการที่สอง คือ การละกามเริ่มจากการละความยินดีในกาม ผู้ปฏิบัติธรรมมิใช่เพียงหลีกเลี่ยงการกระทำทางเพศ แต่ยังต้องละความเพลิดเพลินในการพูด การคิด และการยกย่องกามคุณด้วย

ประการที่สาม คือ ความรับผิดชอบต่อคำพูดเป็นคุณธรรมสำคัญ ถ้อยคำที่เปล่งออกไปอาจมีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจของผู้อื่น จึงควรกล่าวแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ถูกกาล และนำไปสู่ความเจริญในธรรม

ประการที่สี่ คือ การฝึกตนต้องเริ่มจากเรื่องเล็กน้อย การระมัดระวังคำพูดอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เป็นพื้นฐานของการควบคุมจิตใจ เมื่อวาจาบริสุทธิ์ จิตใจก็ย่อมมีโอกาสสงบและตั้งมั่นมากขึ้น


สรุป

จตุตถสังฆาทิเสสสิกขาบทเป็นพระวินัยที่มุ่งป้องกันมิให้พระภิกษุใช้วาจาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมหรือชักชวนให้เกิดกามคุณ เพราะการยกย่องหรือเชื้อเชิญให้เกิดความกำหนัด ย่อมขัดต่ออุดมคติแห่งพรหมจรรย์ และอาจนำไปสู่ความเสื่อมทั้งต่อตนเองและพระศาสนา

พระวินัยข้อนี้แสดงให้เห็นว่า การฝึกตนในพระพุทธศาสนาครอบคลุมทั้งกาย วาจา และใจ ผู้ครองเพศบรรพชิตจึงต้องใช้วาจาเพื่อเผยแผ่ธรรมะ สร้างกำลังใจ และนำพาผู้คนให้คลายจากกิเลส มิใช่เพิ่มพูนความยึดติดในกามคุณ

สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป สิกขาบทนี้เตือนให้ตระหนักถึงคุณค่าของ สัมมาวาจา คือการพูดในสิ่งที่จริง สุภาพ มีประโยชน์ และถูกกาลเวลา พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงถ้อยคำที่ยั่วยุ ปลุกเร้า หรือชักนำให้ผู้อื่นประพฤติในทางที่ไม่เหมาะสม เพราะวาจาที่ประกอบด้วยสติและปัญญาย่อมนำมาซึ่งความสงบสุข ทั้งแก่ผู้พูดและผู้ฟัง อันเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความเคารพและเมตตา.


สังฆาทิเสสกัณฑ์

ปัญจมสังฆาทิเสสสิกขาบท

เรื่องการทำตนเป็นพ่อสื่อแม่สื่อ



ภูมิหลัง

พระภิกษุเป็นผู้สละชีวิตคฤหัสถ์ มุ่งดำเนินชีวิตตามวิถีแห่งพรหมจรรย์ เพื่อแสวงหาความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง หน้าที่ของภิกษุจึงอยู่ที่การศึกษา ปฏิบัติ และเผยแผ่พระธรรม มิใช่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการทางโลกที่ส่งเสริมความผูกพันในกามคุณ

ในสมัยพุทธกาล มีผู้คนจำนวนมากเคารพนับถือพระภิกษุ และมักขอคำปรึกษาในเรื่องต่าง ๆ รวมถึงเรื่องการครองเรือน ความรัก และการแต่งงาน หากภิกษุใช้ความน่าเชื่อถือของตนไปช่วยเหลือในฐานะพ่อสื่อแม่สื่อ หรือชักชวนชายหญิงให้ครองคู่หรือเป็นชู้กัน ย่อมเป็นการวางตนไม่สมควร และทำให้สมณเพศเสื่อมเสีย

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติ ปัญจมสังฆาทิเสสสิกขาบท เพื่อกำหนดขอบเขตบทบาทของพระภิกษุให้ห่างไกลจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางเพศและการครองเรือน


เนื้อเรื่อง

ในครั้งนั้น มีภิกษุรูปหนึ่งคุ้นเคยกับครอบครัวของอุบาสกและอุบาสิกาหลายบ้าน เมื่อทราบว่ามีชายหญิงผู้หนึ่งต่างมีความพึงพอใจต่อกัน จึงอาสาเป็นผู้ติดต่อ ประสาน และชักชวนให้ทั้งสองฝ่ายได้พบกัน

ต่อมาภิกษุรูปนั้นยังกล่าวสนับสนุนให้ทั้งสองแต่งงานกัน และในบางกรณีถึงกับช่วยติดต่อให้ชายหญิงที่มิใช่สามีภรรยากันได้ลักลอบคบหาเป็นชู้กัน

เมื่อเรื่องนี้แพร่หลาย ชาวบ้านต่างพากันตำหนิว่า

"สมณะเชื้อสายศากยะ แทนที่จะชักชวนผู้คนให้ละกิเลส กลับช่วยให้คนทั้งหลายผูกพันอยู่ในกามคุณยิ่งขึ้น"

ภิกษุทั้งหลายเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่เหมาะสม จึงกราบทูลเรื่องแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระองค์ทรงเรียกภิกษุรูปนั้นมาสอบถาม เมื่อทรงทราบข้อเท็จจริงแล้ว จึงตรัสตำหนิว่า

"ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำเช่นนี้ไม่สมควรแก่ผู้บรรพชา ไม่เป็นกิจของสมณะ ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส และไม่ทำให้ผู้ที่เลื่อมใสแล้วเลื่อมใสยิ่งขึ้น"

จากนั้น พระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อแม่สื่อ หรือเป็นผู้ชักนำให้ชายหญิงมีความสัมพันธ์ในทางกาม ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานหรือการเป็นชู้กัน


พระพุทธบัญญัติ

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า

"ภิกษุใดทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ชักชวน ติดต่อ หรือประสานให้ชายกับหญิงได้ครองคู่ แต่งงาน หรือมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว แม้เพียงชั่วคราว ภิกษุนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสส"

พระบัญญัตินี้ครอบคลุมถึง

  • การเป็นพ่อสื่อแม่สื่อในการแต่งงาน
  • การนำสารหรือถ้อยคำเพื่อให้ชายหญิงเกิดความรักใคร่กัน
  • การนัดหมายหรือประสานให้พบกันเพื่อความสัมพันธ์ทางเพศ
  • การช่วยเหลือให้เกิดความสัมพันธ์ในลักษณะชู้สาว

สาระสำคัญอยู่ที่การเข้าไปมีบทบาทเป็นผู้ก่อให้เกิดหรือส่งเสริมความสัมพันธ์ทางกามของผู้อื่น


หลักพระวินัย

๑. พระภิกษุไม่ควรเกี่ยวข้องกับการครองเรือน

การครองเรือนเป็นวิถีของคฤหัสถ์ ส่วนการบรรพชาเป็นวิถีแห่งการละกาม พระภิกษุจึงไม่ควรเข้าไปมีบทบาทในการจัดการเรื่องคู่ครองของผู้อื่น

๒. การรักษาความเป็นกลาง

พระภิกษุควรวางตนเป็นที่พึ่งทางธรรม มิใช่เข้าไปเป็นผู้จัดการหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในความสัมพันธ์ส่วนตัวของคฤหัสถ์ เพราะอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความเสื่อมศรัทธา

๓. การใช้ความน่าเชื่อถืออย่างถูกต้อง

ประชาชนให้ความเคารพพระสงฆ์เพราะเห็นว่าเป็นผู้ประพฤติดี หากนำความน่าเชื่อถือนั้นไปใช้ในเรื่องทางโลก โดยเฉพาะเรื่องกาม ย่อมเป็นการใช้สถานะสมณเพศผิดวัตถุประสงค์

๔. เจตนาและการกระทำร่วมกันเป็นองค์ประกอบแห่งอาบัติ

อาบัติเกิดขึ้นเมื่อภิกษุมีเจตนาเข้าไปเป็นผู้ติดต่อ ประสาน หรือชักชวนให้เกิดความสัมพันธ์ทางเพศหรือการครองคู่ มิใช่เพียงการสนทนาทั่วไปหรือการให้คำแนะนำด้านธรรม


ข้อคิดและคติธรรม

ปัญจมสังฆาทิเสสสิกขาบทให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งหลายประการ

ประการแรก คือ การรู้จักบทบาทหน้าที่ของตน ผู้มีหน้าที่เผยแผ่ธรรมควรอุทิศเวลาและความสามารถเพื่อประโยชน์ทางจิตใจของผู้คน มิใช่เข้าไปจัดการเรื่องส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับกามคุณ

ประการที่สอง คือ ความเมตตาต้องประกอบด้วยปัญญา แม้การช่วยให้ผู้อื่นสมหวังในความรักอาจดูเป็นความหวังดี แต่หากเป็นหน้าที่ที่ไม่เหมาะสมกับสมณเพศ ก็อาจก่อให้เกิดผลเสียทั้งต่อตนเองและต่อพระศาสนา

ประการที่สาม คือ ผู้มีศรัทธาย่อมต้องรักษาความไว้วางใจของสังคม พระภิกษุได้รับความเคารพจากประชาชนเพราะความสำรวมและความเป็นกลาง การประพฤติตนอย่างเหมาะสมจึงเป็นการรักษาศรัทธาของพุทธบริษัท

ประการที่สี่ คือ ธรรมะควรนำไปสู่ความหลุดพ้น มิใช่ความผูกพัน พระพุทธศาสนามุ่งสอนให้มนุษย์ลดละความยึดติด มิใช่เพิ่มพูนความผูกพันในกามคุณ การวางตนให้เหมาะสมจึงเป็นการดำรงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ของการบรรพชา


สรุป

ปัญจมสังฆาทิเสสสิกขาบทเป็นพระวินัยที่ห้ามภิกษุทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อแม่สื่อ หรือเป็นผู้ชักชวน ประสาน และส่งเสริมให้ชายหญิงเกิดความสัมพันธ์ในทางกาม ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานหรือการเป็นชู้กัน เพราะเป็นกิจที่ไม่สมควรแก่ผู้ครองเพศบรรพชิต และอาจทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาในพระศาสนา

สิกขาบทนี้สะท้อนให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงกำหนดขอบเขตบทบาทของพระสงฆ์ไว้อย่างชัดเจน คือให้เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้สั่งสอนธรรม และผู้เกื้อกูลการพัฒนาจิตใจของสังคม มิใช่ผู้เข้าไปจัดการหรือส่งเสริมความสัมพันธ์ทางโลก

สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป ข้อธรรมจากสิกขาบทนี้สอนให้รู้จักความเหมาะสมของบทบาทหน้าที่ เคารพขอบเขตของผู้อื่น และใช้ความรู้ ความสามารถ หรือความน่าเชื่อถือของตนเพื่อสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ใช้เพื่อส่งเสริมหรือชักนำผู้อื่นไปสู่ความยึดติดในกิเลส เพราะการช่วยเหลือที่แท้จริง คือการชี้ทางแห่งปัญญาและความเจริญในธรรม อันนำไปสู่ความสุขที่มั่นคงและยั่งยืน


สังฆาทิเสสกัณฑ์

ฉัฏฐสังฆาทิเสสสิกขาบท

เรื่องการสร้างกุฏิด้วยการขอ โดยไม่มีเจ้าภาพหรือไม่กำหนดขนาด



ภูมิหลัง

เมื่อพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้น มีผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัยเพิ่มจำนวนมาก พุทธบริษัทต่างพร้อมใจกันถวายปัจจัยสี่แก่พระภิกษุ ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และเสนาสนะ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การศึกษาและปฏิบัติธรรม

ในระยะแรก พระภิกษุส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามโคนไม้ ถ้ำ หรือศาลาพักชั่วคราว ต่อมา เมื่อมีผู้ศรัทธาสร้างกุฏิถวาย พระภิกษุจึงมีที่พักที่มั่นคงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีภิกษุบางรูปเกิดความต้องการเสนาสนะที่ใหญ่โต สวยงาม หรือสะดวกสบาย จึงเที่ยวเรี่ยไร ขอวัสดุและแรงงานจากชาวบ้านมาสร้างกุฏิของตนเอง โดยไม่มีผู้ถวายโดยเฉพาะ อีกทั้งบางครั้งยังก่อสร้างเกินความจำเป็น จนสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน และเป็นเหตุให้ผู้คนตำหนิพระสงฆ์ว่าไม่รู้จักประมาณ

เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติ ฉัฏฐสังฆาทิเสสสิกขาบท เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการสร้างกุฏิของพระภิกษุให้เป็นไปด้วยความเรียบง่าย พอเหมาะ และไม่เป็นภาระแก่ญาติโยม


เนื้อเรื่อง

ในสมัยหนึ่ง มีภิกษุรูปหนึ่งปรารถนาจะสร้างกุฏิสำหรับพักอาศัย แต่ไม่มีอุบาสกหรืออุบาสิกาเป็นเจ้าภาพถวาย

ภิกษุรูปนั้นจึงเที่ยวขอไม้ ขออิฐ ขอหิน ขอแรงงาน และขอสิ่งของจากชาวบ้านหลายแห่ง เพื่อรวบรวมวัสดุมาสร้างกุฏิด้วยตนเอง

เมื่อก่อสร้างขึ้นแล้ว กุฏิกลับมีขนาดใหญ่กว่าที่จำเป็น ใช้วัสดุจำนวนมาก และต้องอาศัยแรงงานของชาวบ้านเป็นเวลานาน

ประชาชนที่พบเห็นต่างพากันกล่าวว่า

"สมณะเชื้อสายศากยะ แทนที่จะมักน้อยสันโดษ กลับมัวสร้างที่อยู่ใหญ่โต รบกวนและเป็นภาระแก่ชาวบ้าน"

เมื่อพระภิกษุทั้งหลายทราบเรื่อง จึงนำความกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระองค์ทรงสอบถามภิกษุรูปนั้นจนทราบข้อเท็จจริง แล้วตรัสตำหนิว่า

"ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำเช่นนี้ไม่สมควรแก่ผู้บรรพชา ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส และไม่ทำให้ผู้ที่เลื่อมใสแล้วเลื่อมใสยิ่งขึ้น"

จากนั้น พระองค์ทรงบัญญัติให้การสร้างกุฏิของภิกษุต้องเป็นไปตามหลักพระวินัย คือ ต้องมีผู้ศรัทธาถวายหรือเป็นเจ้าภาพอย่างเหมาะสม และต้องสร้างตามขนาดที่พระวินัยกำหนด มิใช่สร้างตามความปรารถนาของตนเอง


พระพุทธบัญญัติ

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า

"ภิกษุผู้จะสร้างกุฏิสำหรับตนเอง ต้องมีผู้ถวายหรือเจ้าภาพที่เหมาะสม และต้องสร้างตามขนาดที่พระวินัยกำหนด หากเที่ยวขอวัสดุหรือก่อสร้างเกินกำหนด ย่อมต้องอาบัติสังฆาทิเสส"

สาระสำคัญของพระบัญญัตินี้ คือ

  • ห้ามภิกษุเที่ยวเรี่ยไรเพื่อสร้างกุฏิของตนเองโดยไม่มีผู้ถวาย
  • กุฏิต้องมีขนาดพอเหมาะ ไม่ใหญ่เกินความจำเป็น
  • การก่อสร้างต้องได้รับความเห็นชอบและเป็นไปตามระเบียบแห่งสงฆ์
  • ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือเป็นภาระแก่ญาติโยม

หลักพระวินัย

๑. ความมักน้อยเป็นคุณธรรมของสมณะ

พระภิกษุควรยินดีในที่อยู่อาศัยอันเรียบง่าย ไม่แสวงหาความสะดวกสบายเกินจำเป็น เพราะการบรรพชามุ่งลดละความยึดติด มิใช่สะสมสิ่งอำนวยความสุข

๒. ไม่เบียดเบียนศรัทธาของญาติโยม

การขอสิ่งของเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่เหมาะสม อาจทำให้ญาติโยมลำบากใจและเสื่อมศรัทธา พระวินัยจึงกำหนดขอบเขตไว้อย่างชัดเจน

๓. การก่อสร้างต้องอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสงฆ์

การสร้างเสนาสนะมิใช่เรื่องส่วนตัวของภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับหมู่สงฆ์และพุทธบริษัท จึงต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใสและเป็นระเบียบ

๔. ความพอประมาณเป็นหลักแห่งการดำรงชีวิต

พระพุทธองค์ทรงสอนให้รู้จักประมาณในปัจจัยสี่ การมีเสนาสนะเพียงพอแก่การปฏิบัติธรรมย่อมดีกว่าการแสวงหาความโอ่อ่าหรือฟุ่มเฟือย


ข้อคิดและคติธรรม

ฉัฏฐสังฆาทิเสสสิกขาบทให้ข้อคิดสำคัญหลายประการ

ประการแรก คือ ความเรียบง่ายเป็นความงดงามของผู้ปฏิบัติธรรม ผู้ที่ลดความต้องการของตนเองได้ ย่อมมีเวลาทุ่มเทให้กับการฝึกจิตและการสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น

ประการที่สอง คือ ศรัทธาของผู้อื่นเป็นสิ่งที่ต้องทะนุถนอม ผู้ได้รับการเคารพนับถือควรใช้ความไว้วางใจนั้นอย่างเหมาะสม ไม่ทำให้ผู้ศรัทธาต้องลำบากหรือเกิดความรู้สึกว่าถูกกดดัน

ประการที่สาม คือ ความพอดีเป็นหลักแห่งความสุข การมีสิ่งของมากเกินความจำเป็นมิได้ทำให้จิตใจสงบ หากกลับเพิ่มภาระและความยึดมั่นถือมั่น

ประการที่สี่ คือ ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ทุกการกระทำของพระภิกษุมีผลต่อภาพลักษณ์ของพระศาสนา จึงควรคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าความสะดวกสบายส่วนตน


สรุป

ฉัฏฐสังฆาทิเสสสิกขาบทเป็นพระวินัยที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสร้างกุฏิของพระภิกษุ โดยห้ามการเที่ยวเรี่ยไรหรือขอวัสดุเพื่อสร้างที่พักของตนเองโดยไม่มีผู้ถวาย และห้ามสร้างกุฏิใหญ่โตเกินความจำเป็น ทั้งนี้เพื่อรักษาหลักความมักน้อย สันโดษ และไม่ให้เป็นภาระแก่พุทธบริษัท

สิกขาบทนี้สะท้อนให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างพอเหมาะ และทรงวางหลักการบริหารจัดการทรัพย์สินของสงฆ์ไว้อย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันความฟุ่มเฟือยและรักษาศรัทธาของประชาชน

สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป หลักธรรมจากสิกขาบทนี้สอนให้ดำเนินชีวิตด้วยความพอเพียง ไม่สร้างภาระแก่ผู้อื่น ใช้ทรัพย์สินอย่างรู้คุณค่า และตระหนักว่าความสุขที่แท้จริงมิได้เกิดจากการมีสิ่งของมากมาย หากเกิดจากความพอใจในสิ่งที่มีและการใช้ชีวิตอย่างมีสติและความรับผิดชอบ


สังฆาทิเสสกัณฑ์

สัตตมสังฆาทิเสสสิกขาบท

เรื่องการสร้างวิหารหรือกุฏิขนาดใหญ่โดยไม่ให้สงฆ์กำหนดพื้นที่



ภูมิหลัง

เมื่อพระพุทธศาสนาเจริญแพร่หลาย มีวัดและเสนาสนะเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก พุทธบริษัทผู้มีศรัทธาต่างพร้อมใจกันสร้างกุฏิ วิหาร และสถานที่ปฏิบัติธรรมถวายแก่พระสงฆ์ เพื่อให้เป็นที่พำนักและศึกษาพระธรรมวินัย

พระพุทธองค์ทรงตระหนักว่า การก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ หากไม่มีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ ทั้งการรุกล้ำพื้นที่ของผู้อื่น การสร้างในสถานที่ไม่ปลอดภัย การเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม หรือการก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในหมู่สงฆ์

ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงกำหนดว่า ก่อนภิกษุจะสร้างวิหารหรือกุฏิขนาดใหญ่สำหรับตนเอง จะต้องให้คณะสงฆ์ร่วมกันพิจารณา กำหนดสถานที่ และเห็นชอบเสียก่อน เพื่อให้การก่อสร้างเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพระศาสนา มิใช่เพื่อความพอใจส่วนบุคคล


เนื้อเรื่อง

ในสมัยพุทธกาล มีภิกษุรูปหนึ่งได้รับความอุปถัมภ์จากคฤหัสถ์ผู้มั่งคั่ง จึงตั้งใจสร้างวิหารขนาดใหญ่สำหรับใช้เป็นที่พักอาศัยของตน

ภิกษุรูปนั้นเลือกสถานที่และเริ่มดำเนินการก่อสร้างตามความต้องการของตนเอง โดยมิได้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสงฆ์ และมิได้ขอให้สงฆ์กำหนดพื้นที่หรือพิจารณาความเหมาะสมของสถานที่

เมื่อการก่อสร้างดำเนินไป ปรากฏว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้ทางสัญจรของชาวบ้าน ทำให้เกิดความไม่สะดวก อีกทั้งยังรุกล้ำบริเวณที่สงฆ์ใช้ทำกิจกรรมร่วมกัน

ชาวบ้านและภิกษุทั้งหลายเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควร จึงนำเรื่องกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระองค์ทรงเรียกภิกษุรูปนั้นมาสอบถาม เมื่อทรงทราบข้อเท็จจริงแล้ว จึงตรัสตำหนิว่า

"ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำเช่นนี้ไม่สมควรแก่ผู้บรรพชา เพราะผู้บวชไม่ควรทำกิจการสำคัญตามอำเภอใจ หากควรอาศัยมติและความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์"

จากนั้น พระองค์ทรงบัญญัติว่า การสร้างวิหารหรือกุฏิขนาดใหญ่จะต้องได้รับการกำหนดพื้นที่และความเห็นชอบจากสงฆ์ก่อนทุกครั้ง


พระพุทธบัญญัติ

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า

"ภิกษุผู้จะสร้างวิหารหรือกุฏิขนาดใหญ่สำหรับตนเอง ต้องนำเรื่องเข้าสู่สงฆ์ ให้สงฆ์กำหนดพื้นที่ ตรวจสอบความเหมาะสม และอนุมัติก่อน หากดำเนินการเองโดยพลการ ย่อมต้องอาบัติสังฆาทิเสส"

พระบัญญัตินี้มุ่งเน้นว่า

  • ต้องแจ้งสงฆ์ก่อนเริ่มก่อสร้าง
  • สงฆ์เป็นผู้กำหนดพื้นที่และตรวจสอบความเหมาะสม
  • ไม่ก่อสร้างตามความต้องการส่วนตน
  • ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมและความเรียบร้อยของวัด

หลักพระวินัย

๑. การอยู่ร่วมกันต้องอาศัยความเห็นชอบของหมู่คณะ

พระสงฆ์เป็นชุมชนแห่งผู้ปฏิบัติธรรม การดำเนินกิจการสำคัญจึงต้องอาศัยความเห็นร่วมกัน มิใช่การตัดสินใจโดยลำพัง

๒. ความโปร่งใสในการจัดการทรัพย์สินของสงฆ์

การก่อสร้างเสนาสนะเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและศรัทธาของพุทธบริษัท จึงต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามระเบียบแห่งพระวินัย

๓. ความเหมาะสมของสถานที่

การเลือกสถานที่ก่อสร้างต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ความสงบ ความสะดวกในการปฏิบัติธรรม และไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น

๔. ความถ่อมตนและการยอมรับมติสงฆ์

พระภิกษุพึงละอัตตา ไม่ยึดถือความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ แต่พร้อมรับฟังคำแนะนำและมติของหมู่สงฆ์ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม


ข้อคิดและคติธรรม

สัตตมสังฆาทิเสสสิกขาบทให้ข้อคิดสำคัญหลายประการ

ประการแรก คือ การทำงานร่วมกันต้องมีระเบียบและความรับผิดชอบ การดำเนินการโดยลำพัง แม้มีเจตนาดี ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาหากขาดการปรึกษาหารือ

ประการที่สอง คือ ผู้มีปัญญารู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การยอมให้หมู่คณะร่วมพิจารณา มิใช่การลดคุณค่าของตนเอง แต่เป็นการเพิ่มความรอบคอบและลดความผิดพลาด

ประการที่สาม คือ ความยิ่งใหญ่ไม่ได้อยู่ที่อาคาร แต่อยู่ที่คุณธรรม วิหารที่โอ่อ่าไม่อาจทดแทนความสงบของจิตใจได้ ผู้ปฏิบัติธรรมจึงควรสร้างคุณธรรมให้ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งก่อสร้างภายนอก

ประการที่สี่ คือ ประโยชน์ส่วนรวมต้องมาก่อนประโยชน์ส่วนตน ทุกการตัดสินใจควรคำนึงถึงผลกระทบต่อหมู่คณะและสังคม มากกว่าความสะดวกหรือความพึงพอใจเฉพาะตน


สรุป

สัตตมสังฆาทิเสสสิกขาบทเป็นพระวินัยที่กำหนดให้การสร้างวิหารหรือกุฏิขนาดใหญ่สำหรับภิกษุต้องผ่านการพิจารณาของสงฆ์ โดยให้สงฆ์กำหนดพื้นที่และตรวจสอบความเหมาะสมก่อนเริ่มก่อสร้าง เพื่อป้องกันความขัดแย้ง รักษาความเป็นระเบียบของวัด และคุ้มครองศรัทธาของพุทธบริษัท

พระวินัยข้อนี้สะท้อนหลักการบริหารจัดการที่รอบคอบ โปร่งใส และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ แสดงให้เห็นว่าแม้เรื่องการก่อสร้าง พระพุทธเจ้าก็ทรงวางระบบที่คำนึงถึงความสามัคคี ความรับผิดชอบ และความมักน้อยของผู้บรรพชา

สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป หลักธรรมจากสิกขาบทนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกองค์กรและทุกชุมชน คือ การทำงานโดยเปิดเผย รับฟังความคิดเห็นของส่วนรวม เคารพกติกา และร่วมกันตัดสินใจบนพื้นฐานของประโยชน์ส่วนรวม ย่อมนำไปสู่ความเจริญที่มั่นคงและยั่งยืน ทั้งในระดับครอบครัว องค์กร และสังคมโดยรวม


สังฆาทิเสสกัณฑ์

อัฏฐมสังฆาทิเสสสิกขาบท

เรื่องการใส่ความกล่าวหาภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกโดยไม่มีมูลความจริง


ภูมิหลัง

พระพุทธเจ้าทรงวางพระธรรมวินัยไว้เพื่อให้พระสงฆ์อยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี ซื่อสัตย์ และเคารพซึ่งกันและกัน การกล่าวหาผู้อื่นโดยปราศจากความจริง ไม่เพียงทำลายชื่อเสียงของผู้ถูกกล่าวหา แต่ยังบั่นทอนความไว้วางใจภายในหมู่สงฆ์ และทำให้พุทธบริษัทเสื่อมศรัทธาในพระศาสนา

ในบรรดาอาบัติทั้งหลาย อาบัติปาราชิก เป็นอาบัติที่ร้ายแรงที่สุด เพราะผู้ต้องอาบัติปาราชิกย่อมสิ้นสุดความเป็นภิกษุทันที ดังนั้น หากผู้ใดจงใจใส่ร้ายว่าภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติปาราชิก ทั้งที่ไม่มีความจริง ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติ อัฏฐมสังฆาทิเสสสิกขาบท เพื่อป้องกันการใช้ข้อกล่าวหาเป็นเครื่องมือทำลายกันในหมู่สงฆ์


เนื้อเรื่อง

ในสมัยพุทธกาล มีภิกษุสองรูปเกิดความขัดแย้งกันในเรื่องการปฏิบัติและความคิดเห็น

ภิกษุรูปหนึ่งเกิดความไม่พอใจ จึงคิดหาทางทำลายชื่อเสียงของอีกฝ่าย ด้วยการกล่าวหาว่า

"ภิกษุรูปนั้นได้กระทำความผิดถึงขั้นปาราชิกแล้ว ไม่สมควรอยู่ในเพศบรรพชิตอีกต่อไป"

เมื่อคำกล่าวหานี้แพร่กระจายออกไป ภิกษุและคฤหัสถ์ต่างเกิดความสงสัย บางคนถึงกับเลิกคบหาและไม่ถวายปัจจัยแก่ภิกษุผู้ถูกกล่าวหา

ต่อมา เมื่อพระสงฆ์ร่วมกันสอบสวนอย่างละเอียด จึงพบว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น และข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่ผู้กล่าวหาแต่งขึ้นจากความโกรธและความอาฆาต

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเรื่อง จึงตรัสตำหนิผู้กล่าวหาอย่างหนักว่า

"ดูก่อนโมฆบุรุษ เพราะเหตุแห่งความโกรธและความพยาบาท เจ้าจึงกล่าวหาภิกษุผู้บริสุทธิ์ด้วยเรื่องที่ไม่มีมูล การกระทำเช่นนี้ไม่เป็นกิจของสมณะ และเป็นเหตุให้พระศาสนาเสื่อมเสีย"

จากนั้น พระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุใส่ร้ายหรือกล่าวหาภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิก หากไม่มีมูลความจริง


พระพุทธบัญญัติ

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า

"ภิกษุใด ด้วยความโกรธ ความอาฆาต หรือเจตนาร้าย กล่าวหาภิกษุอื่นว่าต้องอาบัติปาราชิก ทั้งที่ไม่มีมูลหรือรู้อยู่ว่าไม่เป็นความจริง ภิกษุนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสส"

สาระสำคัญของพระบัญญัตินี้ ได้แก่

  • ผู้กล่าวหาต้องเป็นภิกษุ
  • ผู้ถูกกล่าวหาเป็นภิกษุด้วยกัน
  • ข้อกล่าวหาเป็นเรื่องอาบัติปาราชิก
  • ผู้กล่าวหารู้ว่าข้อกล่าวหาไม่เป็นความจริง หรือไม่มีพยานหลักฐานรองรับ
  • มีเจตนาทำลายชื่อเสียงหรือให้ผู้อื่นเข้าใจผิด

เมื่อองค์ประกอบครบ ย่อมเป็นอาบัติสังฆาทิเสส


หลักพระวินัย

๑. ความจริงเป็นรากฐานของพระธรรมวินัย

พระพุทธศาสนายึดถือความจริงเป็นหลัก การกล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีมูล ย่อมขัดต่อหลักธรรมและหลักวินัยอย่างร้ายแรง

๒. ความโกรธเป็นเหตุแห่งการกล่าวร้าย

พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ความโกรธและความอาฆาตสามารถทำให้บุคคลละทิ้งความถูกต้อง จึงจำเป็นต้องฝึกสติและเมตตาเพื่อระงับอกุศลเจตนา

๓. การสอบสวนต้องอาศัยพยานและข้อเท็จจริง

พระวินัยมิได้ตัดสินด้วยคำกล่าวอ้างเพียงฝ่ายเดียว แต่ให้สอบสวน ตรวจสอบ และพิจารณาตามพยานหลักฐานอย่างรอบคอบ เพื่อคุ้มครองทั้งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา

๔. การรักษาความสามัคคีของสงฆ์

การกล่าวหาเท็จทำให้เกิดความแตกแยก ความหวาดระแวง และความเสื่อมศรัทธา พระวินัยจึงวางมาตรการที่เข้มงวดเพื่อรักษาความสมัครสมานของหมู่สงฆ์


ข้อคิดและคติธรรม

อัฏฐมสังฆาทิเสสสิกขาบทให้ข้อคิดสำคัญหลายประการ

ประการแรก คือ อย่าตัดสินผู้อื่นโดยปราศจากความจริง ข่าวลือหรือความเชื่อส่วนตัวไม่ใช่ข้อเท็จจริง การกล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐาน อาจสร้างความเสียหายที่ยากจะเยียวยา

ประการที่สอง คือ ความโกรธทำให้ปัญญามืดบอด เมื่อจิตใจถูกครอบงำด้วยความโกรธ มนุษย์อาจพูดหรือทำสิ่งที่ไม่ควร การฝึกสติจึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญ

ประการที่สาม คือ ชื่อเสียงของผู้บริสุทธิ์เป็นสิ่งมีค่า การทำลายเกียรติของผู้ไม่มีความผิด เป็นอกุศลกรรมที่ส่งผลทั้งต่อตนเองและสังคม

ประการที่สี่ คือ ความยุติธรรมต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะอยู่ในครอบครัว องค์กร หรือสังคม การตัดสินใจควรตั้งอยู่บนหลักฐาน ความเป็นธรรม และการรับฟังทุกฝ่าย มิใช่อาศัยอคติหรืออารมณ์


สรุป

อัฏฐมสังฆาทิเสสสิกขาบทเป็นพระวินัยที่ห้ามภิกษุกล่าวหาภิกษุอื่นว่าต้องอาบัติปาราชิกโดยไม่มีมูลความจริง เพราะเป็นการทำลายเกียรติและความน่าเชื่อถือของผู้บริสุทธิ์ อีกทั้งยังก่อให้เกิดความแตกแยกและความเสื่อมศรัทธาในพระศาสนา

พระวินัยข้อนี้สะท้อนหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา คือ ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม และการเคารพในข้อเท็จจริง พระพุทธองค์มิได้ทรงยอมให้มีการใช้พระวินัยเป็นเครื่องมือทำร้ายกัน แต่ทรงกำหนดให้ทุกข้อกล่าวหาต้องผ่านการตรวจสอบอย่างรอบคอบและเป็นธรรม

สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป หลักธรรมจากสิกขาบทนี้เตือนให้ระมัดระวังการพูด การเผยแพร่ข่าวสาร และการตัดสินผู้อื่น โดยควรยึดหลักความจริง ความเมตตา และความรับผิดชอบต่อคำพูดของตน เพราะสังคมที่ตั้งอยู่บนความซื่อสัตย์และความยุติธรรม ย่อมเป็นสังคมที่สงบสุขและมั่นคง


สังฆาทิเสสกัณฑ์

นวมสังฆาทิเสสสิกขาบท

เรื่องการหาช่องทางใส่ร้ายภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกโดยอ้างเหตุอื่น


ภูมิหลัง

พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับความสามัคคีของหมู่สงฆ์เป็นอย่างยิ่ง เพราะความพร้อมเพรียงเป็นกำลังสำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนา

หลังจากทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามกล่าวหาภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกโดยไม่มีมูลแล้ว ยังปรากฏว่ามีภิกษุบางรูปใช้วิธีที่แยบยลกว่าเดิม คือ ไม่กล่าวหาตรง ๆ แต่หยิบยกเหตุการณ์อื่น หรือใช้ถ้อยคำกำกวม เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจไปเองว่าภิกษุรูปนั้นได้กระทำปาราชิก

แม้จะมิได้กล่าวโดยตรง แต่ผลที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างจากการใส่ร้าย เพราะผู้ถูกกล่าวหายังคงได้รับความเสียหาย และพระศาสนายังคงได้รับผลกระทบ

พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติ นวมสังฆาทิเสสสิกขาบท เพื่อป้องกันการใช้เล่ห์เหลี่ยมหรืออุบายในการทำลายกันภายในหมู่สงฆ์


เนื้อเรื่อง

ครั้งหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่งเกิดความไม่พอใจภิกษุอีกรูปหนึ่ง และต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจว่าภิกษุรูปนั้นไม่บริสุทธิ์ในพระวินัย

แต่เมื่อไม่สามารถกล่าวหาตรง ๆ ได้ เพราะไม่มีหลักฐาน จึงใช้วิธีเล่าเหตุการณ์บางตอน ตัดข้อความบางส่วน หรืออ้างเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง แล้วพูดในลักษณะที่ทำให้ผู้ฟังเข้าใจไปเองว่า

"คงมีเหตุบางอย่างที่ทำให้ภิกษุรูปนั้นไม่อาจเป็นภิกษุต่อไปได้"

หรือกล่าวเป็นนัยว่า

"ผู้มีปัญญาย่อมรู้เองว่าเหตุการณ์เช่นนี้หมายถึงอะไร"

ผู้ฟังหลายคนจึงเข้าใจว่าภิกษุผู้ถูกพาดพิงคงต้องอาบัติปาราชิก ทั้งที่ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น

เมื่อเรื่องถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงสอบสวนจนทราบว่า ผู้กล่าวมีเจตนาให้ผู้อื่นเข้าใจผิด แม้จะมิได้กล่าวหาโดยตรงก็ตาม

พระองค์ตรัสตำหนิว่า

"ดูก่อนโมฆบุรุษ ผู้ใช้ถ้อยคำอ้อมค้อมเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ก็ชื่อว่าเป็นผู้กล่าวร้ายเช่นเดียวกับผู้กล่าวตรง ๆ เพราะเจตนาแห่งการทำลายผู้อื่นยังคงมีอยู่"

แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุใช้เหตุอื่นหรือถ้อยคำโดยอ้อม เพื่อใส่ร้ายภิกษุรูปอื่นว่าต้องอาบัติปาราชิก


พระพุทธบัญญัติ

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า

"ภิกษุใด ด้วยความโกรธหรือความอาฆาต อาศัยเหตุอื่น หรือใช้ถ้อยคำโดยอ้อม เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจว่าภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติปาราชิก ทั้งที่ไม่มีมูลความจริง ภิกษุนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสส"

องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

  • ผู้กระทำเป็นภิกษุ
  • ผู้ถูกพาดพิงเป็นภิกษุ
  • ใช้เหตุการณ์อื่นหรือถ้อยคำกำกวมเป็นเครื่องมือ
  • มีเจตนาให้ผู้อื่นเข้าใจว่าผู้ถูกกล่าวหาต้องอาบัติปาราชิก
  • ความจริงไม่มีมูลรองรับ

เมื่อองค์ประกอบครบ ย่อมเป็นอาบัติสังฆาทิเสส


หลักพระวินัย

๑. พระวินัยพิจารณาที่เจตนา มิใช่เพียงรูปแบบของคำพูด

แม้ผู้กล่าวจะไม่เอ่ยคำว่า "ปาราชิก" โดยตรง แต่หากมีเจตนาให้ผู้อื่นเข้าใจเช่นนั้น ก็ยังถือว่าเป็นการกล่าวร้ายตามพระวินัย

๒. การใช้เล่ห์เหลี่ยมไม่ทำให้ความผิดลดลง

การกล่าวโดยอ้อม การพาดพิง หรือการเลือกเล่าเพียงบางส่วนเพื่อชักนำความเข้าใจผิด ยังคงเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักแห่งความซื่อสัตย์

๓. ความยุติธรรมต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงทั้งหมด

พระพุทธองค์ทรงสอนให้พิจารณาเรื่องต่าง ๆ อย่างรอบด้าน ไม่ตัดสินจากข้อมูลเพียงบางส่วนหรือจากการชี้นำของผู้มีอคติ

๔. ความสามัคคีเกิดจากความจริงใจ

หมู่สงฆ์จะดำรงอยู่ได้ด้วยความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การใช้ถ้อยคำคลุมเครือเพื่อทำลายผู้อื่น ย่อมเป็นเหตุแห่งความแตกแยก


ข้อคิดและคติธรรม

นวมสังฆาทิเสสสิกขาบทให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งและใช้ได้ในทุกยุคสมัย

ประการแรก คือ การสื่อสารที่บิดเบือนความจริงก็เป็นโทษได้ แม้จะไม่โกหกตรง ๆ แต่การเลือกนำเสนอเพียงบางส่วน หรือพูดให้คนเข้าใจผิด ก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายไม่ต่างจากการกล่าวเท็จ

ประการที่สอง คือ เจตนาสำคัญกว่าถ้อยคำ ผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ย่อมใช้วาจาเพื่อสร้างความเข้าใจ แต่ผู้มีเจตนาร้าย แม้ใช้ถ้อยคำสุภาพ ก็อาจแฝงการทำลายผู้อื่นไว้ภายใน

ประการที่สาม คือ อย่าด่วนเชื่อข่าวหรือคำพาดพิง ผู้มีปัญญาควรตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลายด้าน ไม่ตัดสินบุคคลจากคำบอกเล่าหรือข่าวลือเพียงฝ่ายเดียว

ประการที่สี่ คือ ความซื่อตรงเป็นรากฐานของความไว้วางใจ ไม่ว่าจะอยู่ในครอบครัว องค์กร หรือสังคม การพูดอย่างตรงไปตรงมาและยึดมั่นในความจริง ย่อมสร้างความมั่นคงของความสัมพันธ์ได้ดีกว่าการใช้เล่ห์เหลี่ยมหรืออุบาย


สรุป

นวมสังฆาทิเสสสิกขาบทเป็นพระวินัยที่ห้ามภิกษุใช้เหตุการณ์อื่นหรือถ้อยคำโดยอ้อม เพื่อชักนำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติปาราชิก ทั้งที่ไม่มีมูลความจริง เพราะแม้จะมิได้กล่าวหาโดยตรง แต่ก็มีเจตนาทำลายชื่อเสียงของผู้บริสุทธิ์ และก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์

สิกขาบทนี้แสดงให้เห็นถึงความละเอียดรอบคอบของพระพุทธเจ้าในการวางพระวินัย โดยมิได้พิจารณาเพียงถ้อยคำที่เปล่งออกมา หากทรงพิจารณาถึง เจตนาและผลกระทบ ที่เกิดขึ้นด้วย จึงทรงห้ามทั้งการใส่ร้ายโดยตรงและการใส่ร้ายโดยอ้อม เพื่อคุ้มครองความยุติธรรมและความสามัคคีของพระสงฆ์

สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป หลักธรรมจากสิกขาบทนี้เตือนให้ใช้ข้อมูลและคำพูดด้วยความรับผิดชอบ ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่สร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้อื่น และไม่เผยแพร่ข่าวหรือข้อความที่ทำลายชื่อเสียงของบุคคลโดยปราศจากหลักฐาน เพราะความจริง ความซื่อสัตย์ และความเป็นธรรม คือรากฐานของสังคมที่สงบสุขและน่าเชื่อถือ


สังฆาทิเสสกัณฑ์

ทสมสังฆาทิเสสสิกขาบท

เรื่องการประพฤติตนเป็นผู้ทำลายความสามัคคีของสงฆ์


ภูมิหลัง

พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง ความสามัคคีของหมู่สงฆ์ ว่าเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ผู้ดำรงอยู่ด้วยความพร้อมเพรียง เคารพพระธรรมวินัย และร่วมกันประกอบสังฆกรรม ย่อมเป็นที่เลื่อมใสของพุทธบริษัท และเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระธรรม

ในสมัยพุทธกาล แม้พระสงฆ์ส่วนใหญ่จะประพฤติดีปฏิบัติชอบ แต่ก็มีภิกษุบางรูปที่ยึดถือความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ ไม่ยอมรับมติของสงฆ์ และพยายามชักชวนผู้อื่นให้แยกตัวออกจากหมู่คณะ จนเกิดความแตกร้าวภายในสงฆ์

เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติ ทสมสังฆาทิเสสสิกขาบท เพื่อป้องกันมิให้ภิกษุเป็นต้นเหตุแห่งความแตกแยกของคณะสงฆ์


เนื้อเรื่อง

ในครั้งนั้น มีภิกษุรูปหนึ่งเกิดความเห็นขัดแย้งกับภิกษุส่วนใหญ่ในวัด เมื่อสงฆ์ได้ประชุมพิจารณาตามพระธรรมวินัยแล้ว ภิกษุรูปนั้นกลับไม่ยอมรับมติของสงฆ์

นอกจากจะยืนยันความคิดเห็นของตนแล้ว ยังเที่ยวชักชวนภิกษุรูปอื่นให้เชื่อฟังตน และกล่าวตำหนิการดำเนินงานของสงฆ์ จนทำให้ภิกษุบางส่วนเริ่มแบ่งฝ่าย เกิดความระแวง และไม่สามารถอยู่ร่วมกันด้วยความสงบ

ชาวบ้านที่พบเห็นต่างพากันตำหนิว่า

"สมณะเชื้อสายศากยะ ซึ่งควรเป็นแบบอย่างแห่งความสามัคคี กลับแตกแยกกันเอง ทำให้ผู้คนเสื่อมศรัทธา"

เมื่อพระภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเรียกภิกษุรูปนั้นมาสอบถาม

เมื่อทรงทราบว่า ภิกษุยังคงยืนกรานสร้างความแตกแยก และไม่ยอมละพฤติกรรมดังกล่าว พระองค์ตรัสตำหนิว่า

"ดูก่อนโมฆบุรุษ ความสามัคคีเป็นกำลังของสงฆ์ ผู้ใดทำลายความพร้อมเพรียง ย่อมทำลายประโยชน์ของตน ของผู้อื่น และของพระศาสนา"

จากนั้น พระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุประพฤติตนเป็นผู้ก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์


พระพุทธบัญญัติ

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า

"ภิกษุใดยึดถือความเห็นผิด และพยายามทำให้สงฆ์แตกความสามัคคี ด้วยการชักชวน ยุยง หรือจัดตั้งพวกพ้องของตน แม้สงฆ์จะตักเตือนแล้วไม่ยอมเลิก ภิกษุนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสส"

สาระสำคัญของพระบัญญัตินี้ คือ

  • มีเจตนาสร้างความแตกแยกในหมู่สงฆ์
  • ชักชวนหรือรวบรวมพรรคพวก
  • ไม่ยอมรับคำตักเตือนของสงฆ์
  • ยังคงประพฤติในลักษณะเดิมต่อไป

เมื่อองค์ประกอบครบ ย่อมเป็นอาบัติสังฆาทิเสส


หลักพระวินัย

๑. ความสามัคคีเป็นรากฐานของพระศาสนา

พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญความพร้อมเพรียงของสงฆ์ เพราะเมื่อหมู่คณะเป็นหนึ่งเดียว การศึกษา การปฏิบัติ และการเผยแผ่พระธรรมย่อมดำเนินไปอย่างมั่นคง

๒. การยึดมั่นในทิฏฐิเป็นเหตุแห่งความแตกแยก

ความเห็นที่แตกต่างสามารถเกิดขึ้นได้ แต่หากยึดถือความคิดของตนจนไม่รับฟังเหตุผลและพระธรรมวินัย ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้ง

๓. การตักเตือนเป็นกระบวนการแห่งเมตตา

ก่อนจะลงโทษ พระวินัยกำหนดให้สงฆ์ตักเตือน ชี้แจง และเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดกลับตัว หากยังไม่ยอมแก้ไข จึงเข้าสู่กระบวนการทางพระวินัย

๔. ประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน

ภิกษุพึงยอมสละความเห็นส่วนตน เมื่อไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความสามัคคีของหมู่สงฆ์


ข้อคิดและคติธรรม

ทสมสังฆาทิเสสสิกขาบทให้ข้อคิดสำคัญหลายประการ

ประการแรก คือ ความสามัคคีเกิดจากการเคารพกติกา เมื่อทุกคนยอมรับหลักเกณฑ์ร่วมกัน องค์กรหรือสังคมย่อมดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง

ประการที่สอง คือ ความเห็นต่างไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความแตกแยก การรับฟังเหตุผล การพูดคุยด้วยเมตตา และการยอมรับมติของส่วนรวม เป็นหนทางคลี่คลายความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์

ประการที่สาม คือ การสร้างพรรคพวกเพื่อเอาชนะกัน เป็นเหตุแห่งความเสื่อม เมื่อความยึดมั่นในฝ่ายของตนมีมากกว่าความถูกต้อง ความแตกแยกย่อมเกิดขึ้นทั้งในครอบครัว องค์กร และสังคม

ประการที่สี่ คือ ผู้นำที่แท้จริงสร้างความร่วมมือ มิใช่ความแตกแยก ผู้มีคุณธรรมย่อมใช้ปัญญาและเมตตาในการประสานผู้คน มิใช่ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งเพื่อประโยชน์ของตนเอง


สรุป

ทสมสังฆาทิเสสสิกขาบทเป็นพระวินัยที่ห้ามภิกษุประพฤติตนเป็นผู้ก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์ ด้วยการยึดถือทิฏฐิของตน ชักชวนพรรคพวก และไม่ยอมรับคำตักเตือนของสงฆ์ เพราะการกระทำเช่นนี้ทำลายความพร้อมเพรียง อันเป็นรากฐานของความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา

พระวินัยข้อนี้สะท้อนพระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้าในการวางหลักการบริหารคณะสงฆ์ โดยทรงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้วยการตักเตือน การรับฟัง และการยึดพระธรรมวินัยเป็นหลัก ก่อนใช้มาตรการทางวินัย เพื่อรักษาทั้งความยุติธรรมและความสามัคคีของหมู่คณะ

สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป หลักธรรมจากสิกขาบทนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับของสังคม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว หน่วยงาน หรือองค์กร คือการเคารพกติกา รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ใช้เหตุผลเหนืออารมณ์ และร่วมกันรักษาความสามัคคี เพราะเมื่อทุกฝ่ายมุ่งประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ความสงบสุขและความเจริญย่อมเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน


สังฆาทิเสสกัณฑ์

เอกาทสมสังฆาทิเสสสิกขาบท

เรื่องการเป็นพรรคพวกหรือสนับสนุนภิกษุผู้ทำสงฆ์ให้แตกแยก


ภูมิหลัง

พระพุทธเจ้าทรงวางหลักการสำคัญว่า ความสามัคคีของสงฆ์ เป็นรากฐานแห่งความมั่นคงของพระพุทธศาสนา ดังนั้น พระองค์จึงมิได้ทรงห้ามเฉพาะผู้ที่เป็นต้นเหตุแห่งการแตกแยกเท่านั้น แต่ยังทรงห้ามผู้ที่ให้การสนับสนุน ส่งเสริม หรือเข้าร่วมเป็นพรรคพวกกับผู้ก่อความแตกแยกด้วย

เพราะแม้บุคคลผู้หนึ่งจะมิใช่ผู้เริ่มต้นปัญหา แต่หากคอยสนับสนุนหรือให้ท้ายผู้ทำผิด ความขัดแย้งย่อมขยายวงกว้างขึ้น และยากต่อการระงับ

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติ เอกาทสมสังฆาทิเสสสิกขาบท เพื่อป้องกันมิให้มีการรวมกลุ่มสนับสนุนผู้ก่อความแตกแยกในหมู่สงฆ์


เนื้อเรื่อง

หลังจากมีภิกษุรูปหนึ่งพยายามชักชวนให้สงฆ์แตกเป็นพรรคเป็นพวก ยังมีภิกษุบางรูปเห็นว่าผู้ก่อความแตกแยกนั้นเป็นอาจารย์ เป็นสหาย หรือเป็นผู้ที่ตนเคารพนับถือ

แม้สงฆ์จะได้ตักเตือนแล้วว่า การกระทำดังกล่าวขัดต่อพระธรรมวินัย แต่ภิกษุเหล่านั้นกลับกล่าวว่า

"ท่านรูปนั้นกล่าวถูกต้องแล้ว พวกเราจะอยู่ฝ่ายท่าน ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร"

บางรูปยังช่วยชักชวนภิกษุอื่นให้เข้าร่วมฝ่ายเดียวกัน ทำให้ความขัดแย้งยิ่งรุนแรง และเกิดการแบ่งกลุ่มภายในวัด

เมื่อพระภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเรียกภิกษุผู้สนับสนุนเหล่านั้นมาตักเตือน

พระองค์ตรัสว่า

"ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดสนับสนุนผู้กระทำผิด ย่อมมีส่วนในการกระทำนั้นด้วย หากสงฆ์ตักเตือนแล้วไม่ยอมละเสีย ก็เป็นเหตุแห่งความเสื่อมของหมู่คณะ"

เมื่อภิกษุเหล่านั้นยังคงยืนยันจะอยู่ฝ่ายผู้ก่อความแตกแยก พระองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทนี้


พระพุทธบัญญัติ

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า

"ภิกษุใดเข้าร่วมเป็นพรรคพวก สนับสนุน หรือปกป้องภิกษุผู้ทำสงฆ์ให้แตกแยก แม้สงฆ์จะตักเตือนแล้วถึงสามครั้งก็ยังไม่ยอมละ ภิกษุนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสส"

สาระสำคัญของพระบัญญัตินี้ คือ

  • มีภิกษุผู้ก่อความแตกแยกอยู่ก่อน
  • ภิกษุอีกรูปหนึ่งเข้าไปสนับสนุนหรือร่วมเป็นพรรคพวก
  • สงฆ์ได้ตักเตือนตามพระวินัยแล้ว
  • ยังดื้อดึงไม่ยอมละการสนับสนุนนั้น

เมื่อองค์ประกอบครบ ย่อมเป็นอาบัติสังฆาทิเสส


หลักพระวินัย

๑. ผู้สนับสนุนความผิดย่อมมีส่วนในความผิด

พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า การให้กำลังใจหรือช่วยเหลือผู้ที่กำลังกระทำผิด ย่อมเป็นการส่งเสริมให้ความผิดนั้นดำรงอยู่ต่อไป

๒. ความถูกต้องสำคัญกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัว

แม้ผู้กระทำผิดจะเป็นอาจารย์ ญาติ หรือสหาย หากการกระทำนั้นขัดต่อพระธรรมวินัย ผู้ปฏิบัติธรรมพึงยืนอยู่บนหลักธรรม มิใช่ยืนอยู่บนความลำเอียง

๓. การตักเตือนเป็นโอกาสแห่งการแก้ไข

พระวินัยกำหนดให้สงฆ์ตักเตือนหลายครั้งก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนับสนุนได้พิจารณาและกลับใจ มิใช่ลงโทษโดยทันที

๔. ความสามัคคีต้องตั้งอยู่บนพระธรรมวินัย

ความสามัคคีมิใช่การรวมกลุ่มเพื่อปกป้องกันโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง แต่เป็นการร่วมกันดำรงอยู่บนหลักแห่งพระธรรมและพระวินัย


ข้อคิดและคติธรรม

เอกาทสมสังฆาทิเสสสิกขาบทให้ข้อคิดสำคัญหลายประการ

ประการแรก คือ อย่าให้ความรักหรือความลำเอียงบดบังความถูกต้อง การสนับสนุนผู้กระทำผิดเพียงเพราะเป็นคนใกล้ชิด ย่อมทำให้ความผิดขยายตัวและยากแก่การแก้ไข

ประการที่สอง คือ ผู้มีปัญญากล้ายืนอยู่ข้างความจริง แม้ต้องขัดกับความเห็นของคนหมู่มากหรือผู้ที่ตนเคารพ ผู้ปฏิบัติธรรมควรยึดหลักธรรมเหนือความรู้สึกส่วนตัว

ประการที่สาม คือ การนิ่งเฉยหรือให้ท้ายความผิด อาจก่อผลเสียต่อส่วนรวม สังคมที่เข้มแข็งเกิดจากการร่วมกันรักษาความถูกต้อง มิใช่การปกป้องกันโดยปราศจากเหตุผล

ประการที่สี่ คือ ความสามัคคีต้องประกอบด้วยคุณธรรม การรวมกลุ่มที่ตั้งอยู่บนความยุติธรรม ความซื่อสัตย์ และการเคารพกติกา ย่อมนำมาซึ่งความมั่นคง แต่การรวมกลุ่มเพื่อปกป้องความผิด ย่อมนำไปสู่ความเสื่อม


สรุป

เอกาทสมสังฆาทิเสสสิกขาบทเป็นพระวินัยที่ห้ามภิกษุเข้าไปเป็นพรรคพวกหรือให้การสนับสนุนภิกษุผู้ก่อความแตกแยกในหมู่สงฆ์ เพราะการสนับสนุนดังกล่าวย่อมทำให้ความขัดแย้งขยายตัว และบ่อนทำลายความสามัคคีอันเป็นรากฐานของพระพุทธศาสนา

พระวินัยข้อนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า ความจงรักภักดีต่อบุคคลต้องไม่อยู่เหนือความจงรักภักดีต่อความจริง พระพุทธองค์ทรงสอนให้ยึดพระธรรมและพระวินัยเป็นที่ตั้ง มิใช่ยึดติดกับตัวบุคคลหรือพรรคพวก

สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป หลักธรรมจากสิกขาบทนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน คือ การไม่สนับสนุนการกระทำที่ไม่ถูกต้อง แม้ผู้กระทำนั้นจะเป็นคนใกล้ชิด การกล้ายืนอยู่บนหลักความจริง ความยุติธรรม และประโยชน์ส่วนรวม ย่อมเป็นคุณธรรมที่ทำให้ครอบครัว องค์กร และสังคมดำรงอยู่ด้วยความสงบและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน


สังฆาทิเสสกัณฑ์

ทวาทสมสังฆาทิเสสสิกขาบท

เรื่องการเป็นผู้ว่ายากสอนยาก ไม่ยอมรับคำตักเตือนตามพระธรรมวินัย



ภูมิหลัง

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า การดำรงอยู่ของคณะสงฆ์มิได้อาศัยเพียงพระธรรมและพระวินัยเท่านั้น แต่ยังอาศัย การตักเตือนกันด้วยเมตตา และ การยอมรับฟังคำตักเตือนด้วยปัญญา อีกด้วย

ในชีวิตของผู้บวช ย่อมมีโอกาสกระทำผิดพลาดหรือประพฤติไม่เหมาะสมได้ การเปิดใจรับฟังคำแนะนำจากพระเถระหรือหมู่สงฆ์ จึงเป็นหนทางแห่งการแก้ไขและพัฒนาตนเอง

อย่างไรก็ตาม ในสมัยพุทธกาลมีภิกษุบางรูปเป็นผู้มีทิฐิมานะสูง เมื่อถูกตักเตือนกลับไม่ยอมรับฟัง ทั้งยังโต้แย้ง ดื้อดึง และปฏิเสธคำสอนของพระธรรมวินัย ทำให้เกิดความลำบากแก่หมู่สงฆ์ในการอบรมสั่งสอน

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติ ทวาทสมสังฆาทิเสสสิกขาบท เพื่อกำหนดให้ภิกษุผู้ว่ายากสอนยาก หากสงฆ์ตักเตือนตามขั้นตอนแล้วไม่ยอมแก้ไข ต้องรับโทษตามพระวินัย


เนื้อเรื่อง

ครั้งหนึ่ง มีภิกษุรูปหนึ่งประพฤติตนไม่เหมาะสมต่อสมณสารูป เมื่อพระเถระและภิกษุผู้ทรงพระวินัยเห็นดังนั้น จึงกล่าวตักเตือนด้วยความหวังดี

แต่ภิกษุรูปนั้นกลับตอบโต้ว่า

"ท่านทั้งหลายอย่ามาสั่งสอนเราเลย เรารู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรถูกอะไรผิด"

แม้ภิกษุหลายรูปจะช่วยกันอธิบายพระธรรมวินัย และชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของการประพฤติ แต่ภิกษุรูปนั้นยังคงดื้อรั้น ไม่ยอมรับฟัง และกล่าวห้ามมิให้ผู้อื่นตักเตือนตนอีก

เมื่อพระสงฆ์ดำเนินการตักเตือนตามพระวินัยหลายครั้งแล้ว ภิกษุรูปนั้นก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

พระภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระองค์ตรัสว่า

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดไม่ยอมรับฟังคำตักเตือน ย่อมปิดประตูแห่งปัญญาของตนเอง ผู้เช่นนั้นยากที่จะเจริญในธรรมวินัย"

จากนั้น พระองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทนี้ เพื่อให้ผู้ว่ายากสอนยากได้รับการแก้ไขตามกระบวนการของสงฆ์


พระพุทธบัญญัติ

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า

"ภิกษุใดเป็นผู้ว่ายากสอนยาก เมื่อภิกษุทั้งหลายกล่าวตักเตือนโดยอาศัยพระธรรมและพระวินัย กลับไม่ยอมรับฟัง ห้ามมิให้ผู้อื่นตักเตือน และแม้สงฆ์จะตักเตือนตามลำดับแล้วก็ยังไม่ยอมละ ภิกษุนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสส"

องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

  • เป็นผู้มีพฤติกรรมว่ายากสอนยาก
  • ได้รับคำตักเตือนโดยชอบตามพระธรรมวินัย
  • ไม่ยอมรับฟังหรือปฏิเสธการตักเตือน
  • ห้ามผู้อื่นมิให้กล่าวตักเตือนตน
  • สงฆ์ดำเนินการตักเตือนตามพระวินัยแล้ว แต่ยังดื้อดึงไม่ยอมแก้ไข

เมื่อองค์ประกอบครบ ย่อมเป็นอาบัติสังฆาทิเสส


หลักพระวินัย

๑. ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเป็นผู้รับฟังคำตักเตือน

พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญผู้ที่รับฟังคำแนะนำด้วยใจเปิดกว้าง เพราะการยอมรับข้อบกพร่องของตนเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาตนเอง

๒. ความถือตัวเป็นอุปสรรคต่อความเจริญ

ผู้ที่ยึดมั่นในความคิดของตนเองจนไม่รับฟังเหตุผล ย่อมปิดกั้นโอกาสในการเรียนรู้ และทำให้กิเลสเจริญงอกงาม

๓. การตักเตือนต้องเป็นไปด้วยเมตตาและพระธรรมวินัย

พระวินัยกำหนดให้การตักเตือนเกิดจากความปรารถนาดี มิใช่จากความโกรธหรือการดูหมิ่น และต้องยึดพระธรรมเป็นหลัก

๔. การปกครองสงฆ์ใช้การอบรมก่อนการลงโทษ

พระพุทธองค์ทรงให้โอกาสผู้กระทำผิดได้แก้ไขตนเองหลายครั้ง ผ่านการตักเตือนของหมู่สงฆ์ ก่อนจะใช้มาตรการทางพระวินัย


ข้อคิดและคติธรรม

ทวาทสมสังฆาทิเสสสิกขาบทให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งและใช้ได้กับทุกคน

ประการแรก คือ ผู้มีปัญญาย่อมกล้ารับฟังคำวิจารณ์ เพราะมองว่าคำตักเตือนที่จริงใจเป็นโอกาสในการพัฒนาตน มิใช่การลดคุณค่าของตนเอง

ประการที่สอง คือ ความอ่อนน้อมนำไปสู่ความเจริญ ผู้ที่ยอมรับว่าตนยังมีสิ่งต้องเรียนรู้ ย่อมก้าวหน้าได้ไกลกว่าผู้ที่คิดว่าตนถูกต้องเสมอ

ประการที่สาม คือ การตักเตือนอย่างถูกวิธีเป็นการแสดงเมตตา ผู้ตักเตือนควรใช้เหตุผล สุภาพ และหวังประโยชน์ของผู้ฟัง ส่วนผู้ถูกตักเตือนก็ควรรับฟังด้วยใจเป็นกลาง

ประการที่สี่ คือ การพัฒนาตนต้องเริ่มจากการยอมรับความจริง ไม่มีผู้ใดสมบูรณ์พร้อมตั้งแต่แรก การยอมรับข้อบกพร่องและพร้อมปรับปรุง คือหนทางสู่ความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม


สรุป

ทวาทสมสังฆาทิเสสสิกขาบทเป็นพระวินัยที่มุ่งแก้ไขภิกษุผู้ว่ายากสอนยาก ไม่ยอมรับฟังคำตักเตือนที่ชอบด้วยพระธรรมวินัย แม้สงฆ์จะดำเนินการตักเตือนตามลำดับแล้วก็ยังดื้อดึงไม่ยอมเปลี่ยนแปลง จึงต้องอาบัติสังฆาทิเสส

สิกขาบทนี้แสดงถึงพระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้าในการบริหารคณะสงฆ์ โดยทรงให้ความสำคัญกับการอบรมและการเปิดโอกาสให้แก้ไขตนเองก่อนการลงโทษ พร้อมทั้งเน้นว่าผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีความอ่อนน้อม รับฟังเหตุผล และเคารพพระธรรมวินัยเหนือความเห็นส่วนตัว

สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป หลักธรรมจากสิกขาบทนี้สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะในครอบครัว สถานศึกษา ที่ทำงาน หรือองค์กรต่าง ๆ คือการเปิดใจรับฟังคำแนะนำที่หวังดี ยอมรับข้อผิดพลาดของตน และพร้อมปรับปรุงแก้ไขด้วยความถ่อมตน เพราะผู้ที่เรียนรู้จากคำตักเตือน ย่อมมีโอกาสพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และเป็นผู้ที่สังคมไว้วางใจและยกย่องในระยะยาว


สังฆาทิเสสกัณฑ์

เตรสมสังฆาทิเสสสิกขาบท

เรื่องการประพฤติตัวประจบคฤหัสถ์ ทำลายตระกูล



ภูมิหลัง

พระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้พระภิกษุดำรงชีวิตด้วยความมักน้อย สันโดษ และวางตนเป็นกลางต่อคฤหัสถ์ทุกฝ่าย ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่ประจบประแจงผู้มีทรัพย์ และไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการภายในครอบครัวของชาวบ้านเกินสมควร

แต่ในสมัยพุทธกาล มีภิกษุบางรูปประพฤติตนคลุกคลีกับคฤหัสถ์มากเกินไป คอยเอาอกเอาใจ ยกย่องสรรเสริญ หรือเข้าข้างคนในตระกูลหนึ่งเป็นพิเศษ เพื่อหวังลาภสักการะและการอุปถัมภ์

การกระทำเช่นนี้ทำให้สมาชิกในครอบครัวเกิดความขัดแย้ง บางคนศรัทธา บางคนไม่ศรัทธา เกิดการแบ่งฝ่ายและทะเลาะกัน จนได้รับการเรียกว่า "กุลทูสก" คือ ผู้ทำให้ตระกูลเสื่อมเสียหรือแตกแยก

เมื่อเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติ เตรสมสังฆาทิเสสสิกขาบท เพื่อรักษาความสง่างามของสมณเพศ และป้องกันมิให้พระภิกษุเป็นต้นเหตุแห่งความแตกแยกในครอบครัวของคฤหัสถ์


เนื้อเรื่อง

ในสมัยนั้น มีภิกษุบางรูปคุ้นเคยกับคฤหัสถ์ตระกูลหนึ่งเป็นพิเศษ คอยไปมาหาสู่เป็นประจำ รับประทานอาหาร สนทนา และเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการภายในบ้านอยู่เสมอ

ต่อมาภิกษุรูปนั้นเริ่มแสดงตนเข้าข้างสมาชิกบางคนในครอบครัว วิพากษ์วิจารณ์อีกฝ่ายหนึ่ง และแนะนำให้จัดการเรื่องทรัพย์สินหรือกิจการต่าง ๆ ตามความคิดเห็นของตน

เมื่อสมาชิกในครอบครัวเห็นไม่ตรงกัน จึงเกิดการโต้เถียงและแตกความสามัคคี บางคนถึงกับกล่าวว่า

"เพราะพระรูปนี้เข้ามายุ่งเกี่ยวในเรื่องของครอบครัว จึงทำให้บ้านของเราไม่สงบเหมือนเดิม"

ข่าวแพร่สะพัดไปในหมู่ประชาชน ต่างตำหนิว่า

"สมณะเชื้อสายศากยะ แทนที่จะนำความสงบสุข กลับทำให้ครอบครัวของชาวบ้านแตกแยก"

เมื่อพระภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบสวนและตรัสตำหนิว่า

"ดูก่อนโมฆบุรุษ ภิกษุไม่ควรประจบคฤหัสถ์ หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการของตระกูลจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย เพราะสมณะมีหน้าที่นำความสงบ มิใช่นำความแตกแยก"

จากนั้น พระองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทนี้


พระพุทธบัญญัติ

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า

"ภิกษุใดประพฤติตนคลุกคลีกับคฤหัสถ์ ประจบเอาใจ หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของตระกูล จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย และเมื่อสงฆ์ตักเตือนแล้วถึงสามครั้งก็ยังไม่ยอมละ ภิกษุนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสส"

สาระสำคัญของพระบัญญัตินี้ คือ

  • ประพฤติตนสนิทสนมกับคฤหัสถ์เกินสมควร
  • หวังลาภสักการะหรือผลประโยชน์จากการประจบเอาใจ
  • เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของครอบครัวจนเกิดความเสียหาย
  • สงฆ์ตักเตือนตามพระวินัยแล้ว แต่ยังไม่ยอมเลิกพฤติกรรมนั้น

เมื่อองค์ประกอบครบ ย่อมเป็นอาบัติสังฆาทิเสส


หลักพระวินัย

๑. พระภิกษุต้องวางตนเป็นกลาง

ผู้บวชควรมีเมตตาต่อทุกคนโดยเสมอภาค ไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และไม่ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเหตุให้เกิดความลำเอียง

๒. ไม่แสวงหาลาภสักการะด้วยการประจบ

พระพุทธองค์ทรงสอนให้ภิกษุได้มาซึ่งปัจจัยสี่ด้วยความบริสุทธิ์ มิใช่ด้วยการเอาใจหรือสร้างความสนิทสนมเพื่อหวังผลตอบแทน

๓. ไม่ก้าวก่ายกิจการของคฤหัสถ์

แม้พระภิกษุจะให้คำแนะนำทางธรรมได้ แต่ไม่ควรเข้าไปตัดสินข้อพิพาท จัดการทรัพย์สิน หรือมีบทบาทในเรื่องส่วนตัวของครอบครัวจนเกินขอบเขต

๔. ศรัทธาของประชาชนต้องได้รับการคุ้มครอง

เมื่อพระภิกษุวางตนเหมาะสม ย่อมทำให้ประชาชนเกิดความเคารพเลื่อมใส แต่หากเข้าไปเป็นเหตุแห่งความขัดแย้ง ศรัทธาที่มีต่อพระศาสนาย่อมเสื่อมถอย


ข้อคิดและคติธรรม

เตรสมสังฆาทิเสสสิกขาบทให้ข้อคิดสำคัญหลายประการ

ประการแรก คือ ผู้มีหน้าที่เป็นที่พึ่งทางใจ ต้องรักษาความเป็นกลาง ไม่ปล่อยให้อคติหรือผลประโยชน์ส่วนตัวมีอิทธิพลต่อการปฏิบัติหน้าที่

ประการที่สอง คือ ความใกล้ชิดที่ขาดขอบเขต อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ แม้เจตนาเริ่มแรกจะดี แต่หากไม่รู้จักวางตัว ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและความขัดแย้ง

ประการที่สาม คือ การแนะนำผู้อื่นควรอยู่ในขอบเขตของธรรมะ การให้คำปรึกษาควรมุ่งสร้างสติ ปัญญา และความปรองดอง มิใช่ชี้นำให้เกิดการแบ่งฝ่ายหรือผลประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใด

ประการที่สี่ คือ ความน่าเชื่อถือเกิดจากความซื่อตรงและความวางเฉยโดยธรรม ผู้ที่ไม่ลำเอียงและไม่แสวงหาผลประโยชน์จากผู้อื่น ย่อมได้รับความเคารพอย่างแท้จริง

========================

พระปาติโมกข์ สังฆาทิเสส ๑๓


อิเม โข ปะนายัส๎มันโต เตระสะสังฆาทิเสสา ธัมมา อุทเทสัง อาคัจฉันติ.

๑. สัญเจตะนิกา สุกกะวิสัฏฐิ , อัญญัต๎ระ สุปินันตา สังฆาทิเสโส.

๒. โย ปะนะ ภิกขุ โอติณโณ วิปะริณะเตนะ จิตเตนะ มาตุคาเมนะ สัทธิง กายะสังสัคคัง สะมาปัชเชยยะ , หัตถะคาหัง วา
เวณิคาหัง วา อัญญะตะรัสสะ วา อัญญะตะรัสสะ วา อังคัสสะ ปะรามะสะนัง , สังฆาทิเสโส.

๓. โย ปะนะ ภิกขุ โอติณโณ วิปะริณะเตนะ จิตเตนะ มาตุคามัง ทุฏฐุลลาหิ วาจาหิ โอภาเสยยะ , ยะถาตัง ยุวา
ยุวะติงเมถุนูปะสัญหิตาหิ , สังฆาทิเสโส.

๔. โย ปะนะ ภิกขุ โอติณโณ วิปะริณะเตนะ จิตเตนะ มาตุคามัสสะ สันติเก อัตตะกามะปาริจะริยายะ วัณณัง ภาเสยยะ "
เอตะทัคคัง ภะคินิ ปาริจะริยานัง , ยา มาทิสัง สีละวันตัง กัล๎ยาณะธัมมัง พ๎รัห๎มะจาริง เอเตนะ ธัมเมนะ
ปะริจะเรยยาติเมถุนูปะสัญหิเตนะ , สังฆาทิเสโส.

๕. โย ปะนะ ภิกขุ สัญจะริตตัง สะมาปัชเชยยะ อิตถิยา วา ปุริสะมะติง ปุริสัสสะ วา อิตถีมะติง ชายัตตะเน วา ชารัตตะเน วา
อันตะมะโส ตังขะณิกายะปิ , สังฆาทิเสโส.

๖. สัญญาจิกายะ ปะนะ ภิกขุนา กุฏิง การะยะมาเนนะ อัสสามิกัง อัตตุทเทสัง ปะมาณิกา กาเรตัพพา , ตัต๎ริทัง
ปะมาณัง.ทีฆะโส ทะวาทะสะ วิทัตถิโย สุคะตะวิทัตถิยา , ติริยัง สัตตันตะรา.ภิกขู อะภิเนตัพพา วัตถุเทสะนายะ , เตหิ
ภิกขูหิ วัตถุง เทเสตัพพัง อะนารัมภัง สะปะริกกะมะนัง. สารัมเภ เจ ภิกขุ วัตถุส๎มิง อะปะริกกะมะเน สัญญาจิกายะ
กุฏิง กาเรยยะ , ภิกขู วา อะนะภิเนยยะ วัตถุเทสะนายะ , ปะมาณัง วา อะติกกาเมยยะ , สังฆาทิเสโส.

๗. มะหัลละกัมปะนะ ภิกขุนา วิหารัง การะยะมาเนนะ สัสสามิกัง อัตตุทเทสัง ภิกขู อะภิเนตัพพา วัตถุเทสะนายะ , เตหิ
ภิกขูหิ วัตถุง เทเสตัพพัง อะนารัมภัง สะปะริกกะมะนัง. สารัมเภ เจ ภิกขุ วัตถุส๎มิง อะปะริกกะมะเม มะหัลละกัง
วิหารัง กาเรยยะ , ภิกขู วา อะนะภิเนยยะ วัตถุเทสะนายะ , สังฆาทิเสโส.

๘. โย ปะนะ ภิกขุ ภิกขุง ทุฏโฐ โทโส อัปปะตีโต อะมูละเกนะ ปาราชิเกนะ ธัมเมนะ อะนุทธังเสยยะ "อัปเปวะ นามะ นัง อิมัมหา
พ๎รัห๎มะจะริยา จาเวยยันติ. ตะโต อะปะเรนะ สะมะเยนะ สะมะนุคคาหิยะมาโน วา , อะสะมะนุคคาหิยะมาโน วา , อะมูละกัญเจวะ ตัง
อะธิกะระณัง โหติ , ภิกขุ จะ โทสัง ปะติฏฐาติ , สังฆาทิเสโส.

๙. โย ปะนะ ภิกขุ ภิกขุง ทุฏโฐ โทโส อัปปะตีโต อัญญะภาคิยัสสะ อะธิกะระณัสสะ กิญจิ เทสัง เลสะมัตตัง อุปาทายะ
ปาราชิเกนะ ธัมเมนะ อะนุทธังเสยยะ "อัปเปวะ นามะ นัง อิมัมหา พ๎รัห๎มะจะริยา จาเวยยันติ. ตะโต อะปะเรนะ สะมะเยนะ
สะมะนุคคาหิยะมาโน วา , อะสะมะนุคคาหิยะมาโน วา , อัญญะ ภาคิยัญเจวะ ตัง อะธิกะระณัง โหติ , โกจิ เทโส เลสะมัตโต
อุปาทินโน ภิกขุ จะ โทสัง ปะติฏฐาติ , สังฆาทิเสโส.

๑๐. โย ปะนะ ภิกขุ สะมัคคัสสะ สังฆัสสะ เภทายะ ปะรักกะเมยยะ เภทะนะสังวัตตะนิกัง วา อะธิกะระณัง สะมาทายะปัคคัยหะ
ติฏเฐยยะ. โส ภิกขุ ภิกขูหิ เอวะมัสสะ วะจะนีโย "มา อายัส๎มา สะมัคคัสสะ สังฆัสสะ เภทายะ ปะรักกะมิ , เภทะ
นะสังวัตตะนิกัง วา อะธิกะระณัง สะมาทายะ ปัคคัยหะ อัฏฐาสิ , สะเมตายัส๎มา สังเฆนะ , สะมัคโค หิ สังโฆ สัมโมทะมาโน
อะวิวะทะมาโน เอกุทเทโส ผาสุ วิหะระตีติ. เอวัญจะ โส ภิกขุ ภิกขูหิ วุจจะมาโน ตะเถวะ ปัคคัณเหยยะ , โส ภิกขุ ภิกขูหิ
ยาวะตะติยัง สะมะนุภาสิตัพโพ ตัสสะ ปะฏินิสสัคคายะ , ยาวะ ตะติยัญเจ สะมะนุภาสิยะมาโน ตัง ปะฏินิสสัชเชยยะ ,
อิจเจตัง กุสะลัง , โน เจ ปะฏินิสสัชเชยยะ , สังฆาทิเสโส.

๑๑. ตัสเสวะ โข ปะนะ ภิกขุสสะ ภิกขู โหนติ อะนุ วัตตะกา วัคคะวาทะกา , เอโก วา เท๎ว วา ตะโย วา , เต เอวัง วะเทยยุง , " มา
อายัส๎มันโต เอตัง ภิกขุง กิญจิ อะวะจุตถะ ธัมมะวาที เจโส ภิกขุ , วินะยะวาที เจโส ภิกขุ , อัมหากัญเจโส ภิกขุ ,
ฉันทัญจะ รุจิญจะ อาทายะ โวหะระติ , ชานาติ โน ภาสะติ , อัมหากัมเปตัง ขะมะตีติ. เต ภิกขู ภิกขูหิ เอวะมัสสุ วะจะนียา
" มา อายัส๎มันโต เอวัง อะวะจุตถะ , นะ เจโส ภิกขุ ธัมมะวาที , นะ เจโส ภิกขุ วินะยะวาที , มา อายัส๎มันตานัมปิ สังฆะเภโท
รุจิตถะ , สะเมตายัส๎มันตานัง สังเฆนะ , สะมัคโค หิ สังโฆ สัมโมทะมาโน อะวิวะทะมาโน เอกุทเทโส ผาสุ วิหะระตีติ. เอวัญจะ
เต ภิกขู ภิกขูหิ วุจจะมานา ตะเถวะ ปัคคัณเหยยุง , เต ภิกขู ภิกขูหิ ยาวะตะติยัง สะมะนุภาสิตัพพา ตัสสะ ปะฏินิส
สัคคายะ , ยาวะตะติยัญเจ สะมะนุภาสิยะมานา ตัง ปะฏินิสสัช เชยยุง , อิจเจตัง กุสะลัง , โน เจ ปะฏินิสสัชเชยยุง ,
สังฆาทิเสโส

๑๒. ภิกขุ ปะเนวะ ทุพพะจะชาติโก โหติ , อุทเทสะปะริ ยาปันเนสุ สิกขาปะเทสุ ภิกขูหิ สะหะธัมมิกัง วุจจะมาโน
อัตตานัง อะวะจะนียัง กะโรติ "มา มัง อายัส๎มันโต กิญจิ อะวะจุตถะ กัล๎ยาณัง วา ปาปะกัง วา , อะหัมปายัส๎มันเต นะ
กิญจิ วักขามิ กัล๎ยาณัง วา ปาปะกัง วา , วิระมะถายัส๎มันโต มะมะ วะจะนายาติ , โส ภิกขุ ภิกขูหิ เอวะมัสสะ วะจะนีโย
"มา อายัส๎มาอัตตานัง อะวะจะนียัง อะกาสิ , วะจะนียะเมวะ อายัส๎มา อัตตานัง กะโรตุ , อายัส๎มาปิ ภิกขู วะเทตุ
สะหะธัมเมนะ , ภิกขูปิ อายัส๎มันตัง วักขันติ สะหะธัมเมนะ , เอวัง สังวัฑฒา หิ ตัสสะ ภะคะวะโต ปะริสา , ยะทิทัง
อัญญะมัญญะวะจะเนนะ อัญญะ มัญญะวุฏฐาปะเนนาติ. เอวัญจะ โส ภิกขุ ภิกขูหิ วุจจะมาโน ตะเถวะ ปัคคัณเหยยะ , โส
ภิกขุ ภิกขูหิ ยาวะตะติยัง สะมะนุ ภาสิตัพโพ ตัสสะ ปะฏินิสสัคคายะ , ยาวะตะติยัญเจ สะมะนุภา สิยะมาโน ตัง
ปะฏินิสสัชเชยยะ , อิจเจตัง , กุสะลัง , โน เจ ปะฏินิสสัชเชยยะ , สังฆาทิเสโส.

๑๓. ภิกขุ ปะเนวะ อัญญะตะรัง คามัง วา นิคะมัง วา อุปะนิสสายะ วิหะระติ กุละทูสะโก ปาปะสะมาจาโร , ตัสสะ โข ปาปะกา
สะมาจารา ทิสสันติ เจวะ สุยยันติ จะ , กุลานิ จะ เตนะ ทุฏฐานิ ทิสสันติ เจวะ สุยยันติ จะ. โส ภิกขุ ภิกขูหิ เอวะมัสสะ
วะจะนีโย "อายัส๎มา โข กุละทูสะโก ปาปะสะมาจาโร , อายัส๎มะโต โข ปาปะกา สะมาจารา ทิสสันติ เจวะ สุยยันติ จะ. กุลานิ
จายัส๎มะตา ทุฏฐานิ ทิสสันติ เจวะ สุยยันติ จะ , ปักกะมะตายัส๎มา อิมัมหา อาวาสา , อะลันเต อิธะ วาเสนาติ. เอวัญจะ โส
ภิกขุ ภิกขูหิ วุจจะมาโน เต ภิกขู เอวัง วะเทยยะ " ฉันทะคามิโน จะ ภิกขู , โทสะคามิโน จะ ภิกขู , โมหะคามิโน จะ ภิกขู ,
ภะยะคามิโน จะ ภิกขู , ตาทิสิกายะ อาปัตติยา เอกัจจัง ปัพพาเชนติ , เอกัจจัง นะ ปัพพาเชนตีติ. โส ภิกขุ ภิกขูหิ
เอวะ มัสสะ วะจะนีโย "มา อายัส๎มา เอวัง อะวะจะ , นะ จะ ภิกขู ฉันทะคามิโน , นะ จะ ภิกขู โทสะคามิโน , นะ จะ ภิกขู โมหะ
คามิโน , นะ จะ ภิกขู ภะยะคามิโน , อายัส๎มา โข กุละทูสะโก ปาปะสะมาจาโร , อายัส๎มะโต โข ปาปะกาสะมาจารา ทิสสันติ เจวะ
สุยยันติ จะ , กุลานิ จายัส๎มะตา ทุฏฐานิ ทิสสันติ เจวะ สุยยันติ จะ , ปักกะมะตา ยัส๎มา อิมัมหา อาวาสา , อะลันเต
อิธะ วาเสนาติ , เอวัญจะ โส ภิกขุ ภิกขูหิ วุจจะมาโน ตะเถวะ ปัคคัณเหยยะ , โส ภิกขุ ภิกขูหิ ยาวะตะติยัง
สะมานุภาสิตัพโพ ตัสสะ ปะฏินิสสัคคายะ , ยาวะตะติยัญเจ สะมะนุภาสิยะมาโน ตัง ปะฏินิสสัชเชยยะ , อิจเจตัง กุสะลัง ,
โน เจ ปะฏินิสสัชเชยยะ , สังฆาทิเสโส.

อุททิฏฐา โข อายัส๎มันโต เตระสะ สังฆาทิเสสา ธัมมา. นะวะ ปะฐะมาปัตติกา , จัตตาโร ยาวะตะติยะกา , เยสัง ภิกขุ
อัญญะตะรัง วา อัญญะตะรัง วา อาปัชชิต๎วา ยาวะติหัง ชานัง ปะฏิจฉาเทติ , ตาวะติหัง เตนะ ภิกขุนา อะกามา
ปะริวัตถัพพัง , ปะริวุตถะปะริวาเสนะ ภิกขุนา อุตตะริง ฉารัตตัง ภิกขุมานัตตายะปะฏิปัชชิตัพพัง ,
จิณณะมานัตโต ภิกขุ , ยัตถะ สิยา วีสะติคะโณ ภิกขุสังโฆ , ตัตถะ โส ภิกขุ อัพเภตัพโพ , เอเกนะปิ เจ อูโน
วีสะติคะโณ ภิกขุสังโฆ ตัง ภิกขุง อัพเภยยะ , โส จะ ภิกขุ อะนัพภิโต , เต จะ ภิกขู คารัย๎หา. อะยัง ตัตถะ สามีจิ.

ตัตถายัส๎มันเต ปุจฉามิ. กัจจิตถะ ปะริสุทธา ?
ทุติยัมปิ ปุจฉามิ. กัจจิตถะ ปะริสุทธา ?
ตะติยัมปิ ปุจฉามิ. กัจจิตถะ ปะริสุทธา ?
ปะริสุทเธตถายัส๎มันโต , ตัส๎มา ตุณ๎หี , เอวะเมตัง ธาระยามิ.

สังฆาทิเสสุทเทโส นิฏฐิโต.

 คำแปล พระภิกขุปาฏิโมกข์

สังฆาทิเสสุทเทส
( สังฆาทิเสส ๑๓)

ท่านทั้งหลาย อาบัติชื่อสังฆาทิเสส ๑๓ เหล่านี้แล ย่อมมาสู่ อุทเทส.

๑. ปล่อยสุกกะเป็นไปด้วยความจงใจ เว้นไว้แต่ฝัน เป็นสังฆาทิเสส.  

๒. อนึ่ง ภิกษุใดกำหนัดแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว
ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคามจับมือก็ตาม จับช้องผมก็ตาม
ลูบคลำอวัยวะอันใดอันหนึ่งก็ตาม เป็นสังฆาทิเสส.

๓. อนึ่ง ภิกษุใดกำหนัดแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว พูดเกี้ยวมาตุ
คามด้วยวาจาชั่วหยาบเหมือนชายหนุ่มพูดเกี้ยวหญิงสาว
ด้วยวาจาพาดพิงเมถุน เป็นสังฆาทิเสส.

๔. อนึ่ง ภิกษุใดกำหนัดแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว
กล่าวคุณแห่งการบำเรอตนด้วยกามในสำนักมาตุคาม
ด้วยถ้อยคำพาดพิงเมถุนว่า "น้องหญิงหญิงใดบำเรอผู้ประพฤติพรหมจรรย์
มีศีลมีกัลยาณธรรมเช่นเราด้วยธรรมนั่น
นั่นเป็นยอดแห่งความบำเรอทั้งหลาย เป็นสังฆาทิเสส.

๕. อนึ่ง ภิกษุใด ถึงความเป็นผู้เที่ยวสื่อ(บอก)
ความประสงค์ของชายแก่หญิงก็ดี(บอก) ความประสงค์ของหญิงแก่ชายก็ดี
ในความเป็นเมียก็ตาม ในความเป็นชู้ก็ตามโดยที่สุด(บอก)
แม้แก่หญิงแพศยา อันจะพึงอยู่ร่วมชั่วขณะ เป็นสังฆาทิเสส.

๖. อนึ่ง ภิกษุจะให้ทำกุฎี อันหาเจ้าของมิได้ เฉพาะตนเอง
ด้วยอาการขอเอาเองพึงทำให้ได้ประมาณ ; นี้ประมาณในอันทำกุฎีนั้น
โดยยาว ๑๒ คืบ โดยกว้าง ๗ คืบด้วยคืบสุคต ( วัด ) ในร่วมใน.
พึงนำภิกษุทั้งหลายไป เพื่อแสดงที่ ภิกษุเหล่านั้น
พึงแสดงที่อันไม่มีผู้จองไว้อันมีชานรอบ. หากภิกษุให้ทำกุฎีด้วยการขอเอาเอง
ในที่อันมีผู้จองไว้ อันหาชานรอบมิได้หรือไม่นำภิกษุทั้งหลายไป
เพื่อแสดงที่หรือทำให้ล่วงประมาณ เป็นสังฆาทิเสส.  

๗. อนึ่ง ภิกษุจะให้ทำวิหารใหญ่อันมีเจ้าของ เฉพาะตนเอง
พึงนำภิกษุทั้งหลายไป เพื่อแสดงที่ ภิกษุเหล่านั้น พึงแสดงที่อันไม่มีผู้จองไว้
อันมีชานรอบหากภิกษุให้ทำวิหารใหญ่ในที่ มีผู้จองไว้ หาชานรอบมิได้
หรือไม่นำภิกษุทั้งหลายไป เพื่อแสดงที่เป็นสังฆาทิเสส.

๘. อนึ่ง ภิกษุใดขัดใจ มีโทสะไม่แช่มชื่น ตามกำจัด( คือโจท )
ภิกษุด้วยอาบัติมีโทษถึงปาราชิก อันหามูลมิได้ ด้วยหมายใจว่า
"แม้ไฉนเราจะยังเธอให้เคลื่อนจากพรหมจรรย์นี้ได้ " ครั้นสมัยอื่น
แต่นั้น อันผู้ใดผู้หนึ่งถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตามก็ตาม (คือเชื่อไม่เชื่อก็ตาม )
แต่อธิกรณ์นั้น เป็นเรื่องหามูลมิได้และภิกษุย่อมยันอิงโทสะเป็นสังฆาทิเสส.  

๙. อนึ่ง ภิกษุใดขัดใจ มีโทสะไม่แช่มชื่น ถือเอาเอกเทศบางแห่ง
แห่งอธิกรณ์อันเป็นเรื่องอื่นให้เป็นเพียงเลิศ ตามกำจัดภิกษุด้วย
ธรรมอันมีโทษถึงปาราชิก ด้วยหมายใจว่า
"แม้ไฉนเราจะยังเธอให้เคลื่อนจากพรหมจรรย์นี้ได้ "ครั้นสมัยอื่น แต่นั้น
อันผู้ใดผู้อื่นถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตามก็ตาม (คือเชื่อก็ตามไม่เชื่อก็ตาม)
แต่อธิกรณ์นั้นเป็นเรื่องอื่นเอกเทศบางแห่ง เธอถือเอาพอเป็นเลศ
และภิกษุย่อมยืนยันอิงโทสะ ๓ เป็นสังฆาทิเสส.

๑๐. อนึ่ง ภิกษุใด ตะเกียกตะกายเพื่อทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง
หรือถือเอาอธิกรณ์(คือเรื่อง) อันเป็นเหตุแตกกันยืนกรานอยู่
ภิกษุนั้น อันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ ว่า "ท่านอย่าได้ตะเกียกตะกาย
เพื่อทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง หรืออย่าได้ถือเอาอธิกรณ์อันเป็นเหตุแตกกัน
ยืนกรานอยู่ ขอท่านจงพร้อมเพรียงด้วยสงฆ์ เพราะว่าสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน
ปรองดองกันไม่วิวาทกัน มีอุทเทสเดียวกัน (คือฟังพระปาฏิโมกข์ร่วมกัน)
ย่อมอยู่ผาสุก" และภิกษุนั้น อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้
ยังยืนกรานอยู่อย่างนั้นเทียว ภิกษุนั้น อันภิกษุทั้งหลายพึงสวดสมนุภาส
(คือประกาศห้าม) กว่าจะครบ ๓ จบเพื่อให้สละกรรมนั้นเสีย
หากเธอถูกสวดสมนุภาส กว่าจะครบ ๓ จบอยู่
สละกรรมนั้นเสียสละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี เป็นสังฆาทิเสส.

๑๑. อนึ่ง มีภิกษุผู้ประพฤติตามผู้พูดเข้ากันของภิกษุนั้นแล ๑ รูปบ้าง
๒ รูปบ้าง ๓ รูปบ้าง ๓ เธอทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า
"ขอท่าน ทั้งหลายอย่าได้กล่าวคำอะไรๆ ต่อภิกษุนั้นภิกษุนั่นกล่าวถูกธรรมด้วย
ภิกษุนั่นกล่าวถูกวินัยด้วยภิกษุนั้นถือเอาความพอใจ
และความชอบใจของพวกข้าพเจ้ากล่าวด้วย เธอรู้ (ใจ) ของพวกข้าพเจ้าจึงกล่าว
คำที่เธอกล่าวนี้ ย่อมควร (คือถูกใจ) แม้แก่พวกข้าพเจ้า".
ภิกษุเหล่านั้น อันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าว อย่างนี้ว่า
"ท่านทั้งหลาย อย่าได้กล่าวอย่างนั้นภิกษุนั้น หาใช่ผู้กล่าวถูกธรรมไม่ด้วย
ภิกษุนั่น หาใช่ผู้กล่าวถูกวินัยไม่ด้วย ความทำลายสงฆ์อย่าได้ชอบ
แม้แก่พวกท่านขอ (ใจ) ของพวกท่านจงพร้อมเพรียงด้วยสงฆ์เพราะว่า
สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน มีอุทเทสเดียวกัน ย่อมอยู่ผาสุก"
และภิกษุเหล่านั้น อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ ยังยืนกรานอยู่อย่างนั้นเทียว
ภิกษุเหล่านั้น อันภิกษุ ทั้งหลาย พึงสวดสมนุภาสกว่าจะครบ ๓ จบ
เพื่อให้สละกรรมนั้นเสีย หากเธอทั้งหลายถูกสวดสมนุภาส กว่าจะครบ ๓ จบอยู่
สละกรรมนั้นเสียสละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดีหากเธอทั้งหลายไม่สละเสีย เป็นสังฆาทิเสส.  

๑๒. อนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีสัญชาติแห่งคนว่ายากอันภิกษุทั้งหลาย
ว่ากล่าวอยู่โดยชอบธรรมในสิกขาบททั้งหลายอันเนี่องในอุทเทส (คือพระปาฏิโมกข์)
ทำตนให้เป็นผู้อันใครๆว่ากล่าวไม่ได้ ด้วยกล่าวโต้ว่า "พวกท่านอย่าได้กล่าวอะไรๆ
ต่อเราเป็นคำดีก็ตาม เป็นคำชั่วก็ตาม แม้เราก็จะไม่กล่าวอะไรๆ
ต่อพวกท่านเหมือนกัน เป็นคำดีก็ตาม เป็น คำชั่วก็ตามขอพวกท่าน
จงเว้นจากการว่ากล่าวเราเสีย" ภิกษุนั้น อันภิกษุทั้งหลาย พึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า
"ท่านอย่าได้ทำตนให้เป็นผู้อันใครๆ ว่าไม่ได้ขอท่านจงทำตนให้เขาว่าได้แล
แม้ท่านก็จงว่ากล่าวภิกษุทั้งหลายโดยชอบธรรมแม้ภิกษุทั้งหลาย
ก็จักว่ากล่าวท่านโดยชอบธรรมเพราะว่า บริษัทของ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
เจริญแล้วด้วยอาการอย่างนี้ คือด้วยว่ากล่าวซึ่งกันและกัน
ด้วยเตือนกันและกันให้ออกจากอาบัติ" และภิกษุนั้น อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้
ยังยืนกรานอยู่อย่างนั้นเทียว ภิกษุนั้น อันภิกษุทั้งหลายพึงสวดสมนุภาสกว่าจะครบ ๓ จบ
เพื่อให้สละกรรมนั้นเสียหากเธอถูกสวดสมนุภาสกว่าจะครบ๓จบอยู่
สละกรรมนั้นเสีย สละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดีหากเธอไม่สละเสียเป็นสังฆาทิเสส.  

๑๓. อนึ่ง ภิกษุเข้าไปอาศัยบ้านก็ดีนิคมก็ดี แห่งใดแห่งหนึ่งอยู่
เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทรามความประพฤติเลวทรามของเธอ
เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย และสกุลทั้งหลายอันเธอประทุษร้ายแล้ว
เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย ภิกษุนั้น อันภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวอย่างนี้ว่า
"ท่านเป็นผู้ประทุษร้ายสกุล มีความประพฤติเลวทรามความประพฤติเลวทรามของท่าน
เขาได้เห็น อยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วยและสกุลทั้งหลาย
อันท่านประทุษร้ายแล้วเขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย
ท่านจงหลีกไปเสียจากอาวาสนี้ท่านอย่าอยู่ในที่นี้ (อีก)"
และภิกษุนั้น อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ พึงกล่าวกะภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า
"พวกภิกษุถึงความพอใจด้วย ถึงความขัดเคืองด้วย ถึงความหลงด้วย
ถึงความกลัวด้วย ย่อมขับภิกษุบางรูป ย่อมไม่ขับภิกษุบางรูปเพราะอาบัติเช่นเดียวกัน
"ภิกษุนั้น อันภิกษุทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า" ท่านอย่าได้กล่าวอย่างนั้น
ภิกษุทั้งหลายหาได้ถึงความพอใจไม่ หาได้ถึงความขัดเคืองไม่
หาได้ถึงความหลงไม่ หาได้ถึงความกลัวไม่ ท่านเองแลเป็นผู้ประทุษร้ายสกุล
มีความประพฤติเลวทรามความประพฤติเลวทรามของท่าน
เขาได้เห็นอยู่ด้วยเขาได้ยินอยู่ด้วยและสกุลทั้งหลาย
อันท่านประทุษร้ายแล้วเขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วยท่านจงหลีกไปเสีย
จากอาวาสนี้ท่านอย่าอยู่ในที่นี้ (อีก)" และภิกษุนั้น อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้
ยังยืนกรานอยู่อย่างนั้นเทียว ภิกษุนั้น อันภิกษุทั้งหลายพึงสวดสมนุภาสกว่าจะครบ ๓ จบ
เพื่อให้สละกรรมนั้นเสียหากเธอถูกสวดสมนุภาสกว่าจะครบ ๓ จบอยู่
สละกรรมนั้นเสีย สละได้อย่างนี้นั่นเป็นการดีหากเธอไม่สละเสียเป็นสังฆาทิเสส.  

ท่านทั้งหลาย ธรรมชื่อสังฆาทิเสส ๑๓ เป็นปฐมาปัตติกะ
(ให้ต้องอาบัติแต่แรกทำ) เป็นยาวตติยกะ (ให้ต้องอาบัติต่อ
เมื่อสงฆ์สวดประกาศห้ามครง ๓ ครั้ง) ภิกษุต้องธรรมเหล่าไรเล่า
อันใดอันหนึ่งแล้วรู้อยู่ ปกปิดไว้สิ้นวันเพียงเท่าใด ภิกษุนั้น
ถึงจะไม่ปรารถนา ก็พึง ต้องอยู่ ปริวาส สิ้นวันเท่าที่ปกปิดนั้น
ภิกษุอยู่ปริวาสครบตามวันที่ปิดแล้ว พึงปฏิบัติ เพื่อภิกษุมานัตต์เกินขึ้นไป ๖ ราตรี
หมู่ภิกษุได้ประพฤติมานัตต์ ๖ ราตรีแล้วหมู่ภิกษูคณะ ๒๐ จะพึงมี
ณ สีมาใด ภิกษุนั้น สงฆ์พึงอัพภานเธอ ณ สีมานั้นถ้าภิกษุสงฆ์คณะ ๒๐
หย่อนด้วยภิกษุแม้ แต่องค์หนึ่งไม่ครบ๒๐ หากอัพภานภิกษุนั้นไซร้ภิกษุนั้น
ก็เป็นอันมิได้อัพภาน ภิกษุทั้งหลายที่เป็นการกสงฆ์ ก็เป็นอัน
พระพุทธเจ้าจะพึงติเตียนนี้ เป็นสามีจิกรรม (คือประพฤติชอบ) ในเรื่องนั้น

ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๒
ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ข้าพเจ้าถามแม้ครั้งที่ ๓
ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว
ในเรื่องนั้น เพราะฉะนั้น จึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

สังฆาทิเสสุทเทส จบ.

=========================


ประวัติผู้รวบรวมและเรียบเรียง

พลเรือตรี รองศาสตราจารย์ ทองใบ ธีรานันทางกูร

จากวิถีแห่งธรรม สู่เกียรติภูมิราชนาวี และปราชญ์ผู้รังสรรค์ปัญญา”


เส้นทางแห่งธรรมและพื้นฐานการศึกษา (ต้นกล้าแห่งปัญญา)

ชีวิตเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ณ ผืนแผ่นดินเมืองสี่แคว จังหวัดนครสวรรค์ ภายหลังสำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๔ ท่านได้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี สั่งสมบารมีธรรมและวิชาความรู้ยาวนานถึง ๑๓ ปี ในระหว่างนั้นท่านไม่เพียงศึกษาทางธรรมจนสอบได้ เปรียญธรรม ๙ ประโยค อันเป็นวิทยฐานะสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย แต่ยังมุมานะสอบเทียบวุฒิทางโลกจนสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุด (ม.ศ. ๕) และคว้าปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)

ก้าวสู่โลกกว้างและความเป็นเลิศทางวิชาการ (มหาปัญญาไร้พรมแดน)

หลังลาสิกขาเพื่อแสวงหาความรู้ในระดับสากล ท่านได้เดินทางไปศึกษายังต่างแดนจนสำเร็จปริญญาโท (M.A. in Political Science) จากมหาวิทยาลัยปัญจาบ ประเทศอินเดีย ต่อมาในขณะรับราชการทหารเรือ ท่านได้รับทุนอันทรงเกียรติจากกองทัพเรือให้ไปศึกษาต่อ ณ สถาบันระดับโลกอย่าง London School of Economics and Political Science (LSE) มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนสำเร็จปริญญา M.Phil ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้วยวิทยานิพนธ์อันโดดเด่นเรื่องนโยบายต่างประเทศไทยต่ออินโดจีน

ในระหว่างอยู่ ณ ต่างประเทศ ท่านยังได้สร้างเกียรติประวัติด้วยการดำรงตำแหน่งอุปนายกสามัคคีสมาคม และเป็นบรรณาธิการวารสารสำคัญในพระบรมราชูปถัมภ์ ทั้งยังได้รับเกียรติให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาไทย ณ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน นับเป็นการเผยแผ่วัฒนธรรมไทยในดินแดนตะวันตกอย่างสง่างาม

เกียรติภูมิราชนาวีและบทบาทครูผู้สร้างคน (ประทีปแห่งวิชาการ)

เมื่อกลับสู่มาตุภูมิ ท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในฐานะอาจารย์ประจำกองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์ โรงเรียนนายเรือ ผลิตศิษย์ในราชนาวีรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนได้รับพระราชทานยศเป็น พลเรือตรี และตำแหน่งทางวิชาการเป็น รองศาสตราจารย์ ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ท่านยังได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษในสถาบันชั้นนำอีกมากมาย ทั้งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี, วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม, และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)

 

บทสรุปแห่งชีวิต (วิถีแห่งความเรียบง่าย)

ภายหลังเกษียณอายุราชการและการอุทิศตนให้แก่งานสอนในระดับบัณฑิตศึกษา ท่านได้เลือกกลับสู่ความสงบเรียบง่ายในฐานะ ชาวสวน” ผู้มีธรรมะเป็นเครื่องนำทาง พำนักอยู่ ณ จังหวัดนนทบุรี ปราจีนบุรี และนครสวรรค์ ตามวิถีแห่ง “บุญนำพา” โดยยังคงมุ่งมั่นรังสรรค์ผลงานวิชาการและบทเรียนภาษาบาลี เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ศิษย์และพุทธศาสนิกชนสืบไป

 

==============================

 

สำหรับท่านที่สนใจEbookที่มีเนื้อหาหลายหมวดหมู่ ของสำนักพิมพ์ทองใบ คลิกที่ลิงก์นี้ได้เลยครับ




 

#เรื่องราวของวินัยบัญญัติ ในวินัยปิฎก ตอน #อนิยตกัณฑ์ #อนิยต ๒ สิกขาบท

  อนิยตกัณฑ์ อนิยต ๒ สิกขาบท ความหมายของ "อนิยต" คำว่า "อนิยต" แปลว่า "ยังไม่แน่นอน" หรือ "ยังไม่กำหนดแ...